ราชประสงค์


ขอบคุณภาพจาก http://www.springnews.co.th

สิ้นเสียงดังกัมปนาทราชประสงค์
หลายร่างร่วงหล่นลงระงมจ้า
มัจจุราชพรากคนรักให้จากลา
โดยไม่ทันรู้ตัวว่าต้องอาดูร

ด้วยศรัทธามหาพรหมสมใจนึก
มาระลึกนอบประนมบรมไอศูรย์
แต่คนชั่ววางระเบิดศาลฐากูร
หลายชีวิตดับสิ้นสูญมรณา

ที่สิบเจ็ดสิงหาฯ เวลาทุ่ม
๑๙ น.ไฟควันพลุ่งคละคลุ้งร่าง
ครวญโอดโอยเกลื่อนกล่นถนนกลาง-
ราชประสงค์ดั่งสงครามกลางใจไทย

น้ำตาหลั่งหลายชนชาติมาสูญเสีย
เพราะโจรเหี้-สนองแค้นมันควรไหม?
คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องสิ้นใจ
ทั้งคนไทยแลทุกชาติร่วมประณาม

ไม่มีศาสดาไหนเคยพร่ำสอน
ให้เอาร้อนเทราดไปในเพลิงผลาญ
ไม่เคยสอนให้แก้แค้นในสันดาน
ไอ่โจรร้ายไร้ศาสน์สาส์นจากพระองค์

ขอบารมีองค์มหาพรหมบันดาลให้
ความสุขกลับคืนไปสู่ราชประสงค์
ขอเทวะปกป้องไทยทุกชั้นชน
ทั้งต่างชา-ติพันธุ์พ้นจากภัยพาล

 

ขอไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียและครอบครัวในเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ยังหวังให้ความสงบสุขปลอดภัยกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ววัน และขอประณามผู้ก่อการและผู้ร่วมขบวนการในการทำร้ายประเทศชาติในครั้งนี้ ขอร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาสังคมทุกฝ่ายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการให้เบาะแสเพื่อนำไปสู่การจับตัวผู้ต้องหาได้โดยเร็ว

ด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง
– – –  นายเมษา  – – –
อังคาร 1 กันยายน 2558 เวลา 17:54 น.

Advertisements

5 การจัดแสงแบบง่ายๆ .. กับไฟสตูดิโอดวงเดียว ..

Setup2_Pic1 

ไฟสตูดิโอคือหนึ่งในชุดเครื่องมือเอนกประสงค์ที่มีประโยชน์ของช่างภาพเช่นคุณ มันสามารถสร้างแสงที่มีคุณภาพได้ไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องรอแสงธรรมชาติและมันก็มีส่วนขยาย, อุปกรณ์ต่อพ่วงและเทคนิคการใช้งานอีกจำนวนมากที่ช่วยให้คุณออกแบบรูปทรงของแสงได้ตามที่ต้องการเพื่อเติมเต็มมุมมองที่สร้างสรรค์ของคุณนั่นเอง อย่างไรก็ตามทางเลือกทั้งหมดนั้นมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกสับสนและตัดสินใจลำบากในการใช้งานพวกมัน จำนวนที่มีอยู่มากมายของเครื่องมือเหล่านั้นมันก็ทำให้คุณเชื่อว่าคุณจำเป็นต้องใช้พวกมันให้ได้ประโยชน์มากกว่าขึ้นกว่าเดิม

แต่ยังเคราะห์ดีนะที่ในกรณีของไฟสตูดิโอมันมีแนวคิดที่เรียกว่า “น้อยคือมาก” ซึ่งในแบบฝึกหัดนี้ผมได้สาธิต 5 แบบของการใช้ไฟสตูดิโอดวงเดียวเพื่อสร้างผลของภาพที่ดีกับตัวแบบหลายๆ อย่าง แม้ว่าแต่ละภาพสร้างจากส่วนขยายที่กำหนดมาแล้ว แต่ว่าการจัดแสงในแบบฝึกหัดนี้นั้นจะสามารถทำงานกับส่วนขยายเกือบทั้งหมดที่คุณเลือกได้ดีเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปลี่ยนมาใช้ซอฟท์บ๊อกซ์แทนบิวตี้ดิช มันก็จะให้รูปทรงของแสงที่อ่อนนุ่มกว่าแต่คุณก็จะยังได้ผลลัพธ์ของภาพที่ดีอยู่และบางเทคนิคก็ต้องใช้รีเฟล็กเตอร์สีเงินอีกด้วย

ถ้าคุณไม่มีรีเฟล็กเตอร์ คุณก็สามารถที่จะเอากระดาษการ์ดแผ่นใหญ่ๆ ติดด้วยกระดาษฟลอยด์ หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือใช้กระจกสะท้อนเสียเลย คุณไม่จำเป็นต้องใช้หัวไฟสตูดิโอหรือไฟแฟลชก็ได้ เพราะแสงจากหน้าต่างก็ให้ผลของภาพได้เหมือนๆ กัน

นี่คือ 5 รูปแบบการจัดแสงไฟสตูดิโอด้วยไฟดวงเดียวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การจัดแสงแบบที่ 1

Setup1_Pic1 

เทคนิคง่ายๆ คือเป้าหมายของภาพ แหล่งกำเนิดแสงคือหัวไฟสตูดิโอกับซอฟท์บ๊อกซ์ขนาดกลาง จัดวางให้ห่างจากตัวแบบประมาณ 5 ฟุต และยกให้สูงขึ้นไปประมาณ 4 ฟุตแล้วกดลงมา 45 องศา กล้องอยู่ใต้ซอฟท์บ๊อกซ์ตรงๆ (บัตเทอร์ฟลาย ไลท์ติ้ง)

Setup1_Pic2 

กึ่งกลางของซอฟท์บ๊อกซ์ให้หันไปที่ด้านซ้ายของตัวแบบ(ทางขวาของกล้อง) ให้แสงที่ออกจากขอบของแหล่งกำเนิดแสงตรงไปตกที่ตัวแบบ ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า ฟีเธอร์ริ่ง หรือการลดความเข้มของแสง มันมีประโยชน์ในการควบคุมและการปรับแสงในภาพอย่างละเอียด ช่วยสร้างแสงที่อ่อนนุ่มจากส่วนขยายที่ให้แสงแข็งอย่างเช่นจานสะท้อนแสง 110 องศา
ถ้าคุณไม่คิดจะใช้ฟีเธอร์ริ่งเทคนิคในตอนนี้ ก็ลองปรับแหล่งกำเนิดแสงของคุณหันไปที่จมูกของตัวแบบแทนดูก็ได้

การจัดแสงแบบที่ 2

Setup2_Pic1

Setup2_Pic2

เพื่อสร้างแสงแบบดราเมติกในภาพของคุณ ก็ลองให้แสงกับตัวแบบของคุณจากด้านหลังดูสิ ภาพน้องหมาของผมให้แสงไฟจากซอฟท์บ๊อกซ์ที่อยู่ 45 องศาจากด้านหลังและกล้องอยู่ด้านซ้าย ซอฟท์บ๊อกซ์จะอยู่ใกล้ๆ กับตัวแบบมากๆ แค่ให้อยู่นอกเฟรมภาพจากทางด้านซ้ายเท่านั้นก็พอ แต่เพราะน้องหมาเป็นสีดำและขาวจึงสร้างความเปรียบต่างสูงมากในภาพนี้ เงาทางซ้ายของน้องหมาด้านที่อยู่ใกล้กับกล้องจะมืดมากๆ เพื่อจะแก้ปัญหานี้ คุณควรจะต้องใช้แผ่นสะท้อนแสงมาช่วย แค่ให้มันอยู่นอกกรอบภาพทางด้านขวาก็พอและการนำมันเข้ามาใกล้ๆ จะช่วยให้คุณสร้างแสงสะท้อนเพื่อเติมแสงในเงามืดได้เป็นอย่างดี

การจัดแสงแบบที่ 3

Setup3_Pic1

นำเอาเทคนิคที่ผ่านมาทั้งสองมาใช้ร่วมกัน ภาพนี้ให้แสงจากซอฟท์บ๊อกซ์จากด้านหลังของขนมโดยอยู่ห่างออกไป 6 ฟุตและยกสูงขึ้นไป 5 ฟุต แล้วแทนที่จะหันไฟไปที่ขนมโดยตรงก็ให้หันไฟไปตรงหน้า (ไม่ต้องหันลงมาที่ขนม) เพื่อที่ซอฟท์บ๊อกซ์จะไม่ได้ให้แสงไปที่ตัวแบบโดยตรง นี่เป็นรูปแแบบของฟีเธอร์ริ่งอีกระดับเพื่อสร้างแสงอ่อนนุ่มที่สวยงาม

Setup3_Pic2

เมื่อคุณลดความเข้มของแสงด้วยวิธีนี้ ต้องระลึกเอาไว้ว่าคุณกำลังให้แสงของภาพด้วยแสงที่ฟุ้งกระจายจากไฟแฟลชของคุณ คุณจำเป็นต้องชดเชยแสงโดยการปรับ ISO, เพิ่มกำลังไฟแฟลชหรือปรับตั้งรูรับแสง
และเพื่อเติมรายละเอียดในส่วนของเงาโดยการใช้แสงแบ็คไลท์(แสงจากด้านหลัง) ลองใช้แผ่นสะท้อนแสงสีเงินของคุณดูสิ

การจัดแสงแบบที่ 4

Setup4_Pic1

Setup4_Pic2

ถ้าคุณต้องการภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงที่มากกว่าแสงจากซอฟท์บ๊อกซ์ละก็ ลองใช้บิวตี้ดิชสีเงินดูสิ ในภาพนี้แหล่งกำเนิดแสงอยู่ทางขวาเล็กน้อยจากตัวกล้องและห่างจากตัวแบบ 3 ฟุต จัดวางของด้านล่างของบิวตี้ดิชอยู่ตรงกับส่วนบนสุดของหัวของตัวแบบก็เพื่อผลของฟีเธอร์ริ่งอีกนั่นเอง และเพื่อจะเปิดรายละเอียดในส่วนของเงา บอกนางแบบของคุณให้ถือแผ่นสะท้อนแสงแล้วขยับปรับให้ชี้ไปที่คางและอย่าลืมให้มันอยู่นอกกรอบภาพด้วยล่ะ

การจัดแสงแบบที่ 5

Setup5_Pic1

ถ้าคุณอยากได้แสงอ่อนนุ่ม คุณจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของแหล่งกำเนิดแสงให้สัมพันธ์กับตัวแบบของคุณ แท้จริงแล้วทางที่จะทำได้คือการเลื่อนแหล่งกำเนิดแสงให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ตัวแบบนั่นเองหรือไม่ก็ใช้ส่วนขยายเช่นซอฟท์บ๊อกซ์ที่ใหญ่ขึ้น อีกทางหนึ่งคือคุณสามารถที่จะหันแหล่งกำเนิดแสงไปสะท้อนกับผนังหรือเพดาน เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวของมันให้เป็นแหล่งกำเนิดแสงของคุณ

Setup5_Pic2

เพื่อเลียนแบบแสงในภาพนี้ ให้ใส่ไฟแฟลชสตูดิโอของคุณกับจานสะท้อนแสงเปล่าๆ (ไม่ต้องใช้ซอฟท์บ๊อกซ์) แล้วหันมันไปยังมุมของห้อง ที่สำคัญต้องระวังเรื่องสีของผนังด้วยนะไม่เช่นนั้น แม้แต่แค่การเพี้ยนของสีขาวเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถเป็นสาเหตุให้สีของภาพผิดเพี้ยนไปและมันจะต้องเสียเวลามากในการแก้ไขอีกด้วย แต่ถ้าคุณถ่ายภาพขาว-ดำแล้วละก็ ความเพี้ยนของสีจะไม่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย และคุณก็สามารถสะท้อนแสงของคุณจากพื้นผิวต่างๆ ตามที่คุณจินตนาการได้เต็มที่

อย่างที่เห็น คุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มากมายเพื่อใช้สำหรับการจัดแสงในสตูดิโอ แค่ไฟดวงเดียว, ส่วนขยายอีก 1-2 อย่างและแผ่น/จานสะท้อนแสง ก็จะช่วยลบข้อจำกัดของโอกาสในการสร้างสรรค์ภาพของคุณได้แล้ว เดินหน้าต่อไปและนำข้อแนะนำนี้ไปพิจารณาถึงชุดไฟที่จำเป็นและสไตล์ของคุณ จงอย่ากลัวที่จะทดลอง เพราะที่จริงแล้วการทดลองเป็นวิธีที่จะใช้งานอุปกรณ์ของคุณได้อย่างไม่มีข้อจำกัดต่างหากล่ะ

อ่านต้นฉบับ

เกี่ยวกับผู้เขียน : จอห์น แม็คอินไทร์ เป็นช่างภาพบุคคลอาศัยอยู่ใน UK เขาศึกษาการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัย ลีดด์ เมโทรโพลิแทนท์ เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอๆ คุณสามารถรู้จักกับเขาเพิ่มเติมได้ที่อินสตาแกรมของเขา

 

แปล/เรียบเรียง : Tombass
เผยแพร่ : วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2558 เวลา 3:40 น. GMT+7 THAILAND

รวมพลัง .. ดังพ่อขาน ..

corruption

อสุนีบาท ฟันฟาด ทรราชย์ชั่ว
เอาเลือดหัว ไอ้ตัวเดียด รังเกียจแสน
ละเลงทั่ว ทาแผ่นดิน ทุกถิ่นแดน
ให้สมแค้น จงวอดวาย อายทั้งวาร

ข้าราชการ ปฏิญาณ ทำงานให้ชาติ
ไอ้อุบาทก์ ไร้ศักดิ์ศรี มีแต่ผลาญ
ผิดวาจา กับพวกข้า ไม่เว้นวาน
ไอ้สันดาน ไม่สำนึก ระลึกตน

เรียกสินบาท คาดสินบน ยกตนข่มท่าน
คอรัปชั่น ฆ่าฟันใคร มึงไม่สน
หาญมาขวาง ผลประโยชน์ ของพวกตน
ต้องด่าวดิ้น ในบัดดล .. ไอ้ คนจัญไร

มึงทำผิด มึงก็รู้ อยู่เต็มอก
กรีดอ้อมอก แผ่นดินแม่ แลเห็นไหม?
แบ่งพรรคพวก แบ่งฝักฝ่าย แบ่งประเทศไทย
บรรพชน น้ำตาไหล เพราะพวกมึง

ได้เวลา พิพากษา ทรราชย์
อสุนีบาท ครื้นครั่น ฟันฟาดถึง
หมดเวลา พวกมึงแล้ว จงคำนึง
ความชั่วจึง ปรากฎเห็น เป็นพยาน

ขอคนไทย รวมใจ กันอีกครั้ง
จับมือกัน รวมพลัง ดังพ่อขาน
รับด้วยเกล้า สามัคคี ตลอดกาล
ประเทศไทย ก้าวข้ามผ่าน ประสานใจ

อสุนีบาท กวาดล้าง ทรราชย์
ความยุติธรรม ลงดาบ ปราบคนไหน-
ที่ไร้สำนึก ไร้คุณธรรม ประจำใจ
ให้วอดไป ชดใช้หนี้ แผ่นดินคืน

ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ในวันพรุ่ง
เจริญรุ่ง เรืองรอง ทองทั่วผืน
ใต้ธงไทย สุขสดใส อย่างยั่งยืน
ร่วมพลิกฟื้น คืนความสุข ให้ประชาชน

 

— นายเมษา —
พุธ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 15:06 น.

20130921 เลาะเลียบเจ้าพระยา .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระอาทิตย์ ..

กลับมาเขียนเอนทรี่นี้ตามสัญญา หลังจากเอนทรี่ก่อนพาไปค้นหาตัวตนของคนไทยในมิวเซียมสยาม เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้พบเจอตัวตนที่แท้จริงของเพื่อนๆ กันบ้างหรือเปล่า? หากใครยังไม่แน่ใจในตัวตนวันนี้ลองตามผมมาเดินเลาะเลียบริมฝั่งเจ้าพระยา ให้รองเท้าคู่เก่าพาสองเท้าออกย่ำไปบนเส้นทางสายอดีตของเกาะรัตนโกสินทร์กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือสายน้ำแห่งชีวิตเส้นนี้ก็ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งสองฟากฝั่งอยู่มิรู้วาย แม่เจ้าพระยาคงได้แต่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของชีวิตความเป็นอยู่ที่ถูกกลืนกินโดยลัทธิทุนนิยมจนหลงลืมวิถีดั้งเดิม เธอคงได้แต่เสียใจอยู่อย่างเงียบๆ ไร้หนทางต่อสู้ ไร้ซึ่งปากเสียงที่จะร้องขอ หรือจะได้แต่รอให้จิตสำนึกรักษ์น้ำรักษ์เจ้าพระยาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในใจ หรือรอให้ใครสักคนสักกลุ่มที่จะออกมาปกป้อง อย่าให้ถึงวันที่แม่น้ำเจ้าพระยาตายจากเราไปเสียก่อนที่คนรุ่นหลังจะได้เห็นความงดงามอุดมสมบูรณ์ของแม่แห่งสายน้ำเส้นนี้เสียล่ะ

เอาล่ะ .. หลังจากบ่นๆๆๆ เรื่องความมักง่าย ไร้ระเบียบวินัย ไร้จืตสำนึกในการอนุรักษ์ไปเสียหนึ่งย่อหน้า ผมก็ขอพาเพื่อนๆ กลับมาสู่เรื่องราวที่จะนำเสนอในเอนทรี่นี้กันบ้าง

(ซ้าย)มัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราครับ ..

เรื่องราวเล็กๆ ของชีวิตความเป็นอยู่และทำมาค้าขายตลอดสองฝั่งข้างทางทั้งเลียบแม่น้ำและริมแม่น้ำ เรื่องมันเริ่มจากตอนที่ออกมาจากมิวเซียมสยามในเอนทรี่ก่อน ก็ได้ลองเดินเรื่อยเปื่อยตามทาง ออกไปสู่บริเวณท่าเตียนโดยมีเพื่อนร่วมก๊วนที่เป็นเจ้าถิ่นย่านนี้เพราะเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมอาสาเป็นมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ให้ เพราะถ้าปล่อยให้ผมเดินเองละก็ค่ำนี้ก็คงไม่ถึงจุดหมายปลายทางเป็นแน่ โดยเฉพาะอากาศตอนเที่ยงๆ ที่ร้อนเอาการเช่นนี้เลยต้องพากันหาอะไรที่โบราณๆ ดื่มแก้กระหายกันสักหน่อยให้สมกับที่ได้มาเดินทัศนาจรในเส้นทางสายประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เชียวนะ ร้านรวงทั้งในตึกเก่าริมถนนรวมไปถึงร้านค้าริมทางเท้าก็เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาอาหารกลางวันมาถึง แต่พวกเรายังไม่หิวเท่าไรนักเลยยังคงเดินดุ่มๆ กันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อพร้อมกับกาแฟโบราณคนละแก้วให้ดูดเล่นไปตลอดทาง

 
(ซ้าย) ร้านขายอาหารริมทาง .. / (ขวา) แมวน้อยของใครเดินมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ .. เดี๋ยวก็แอบหิ้วกลับบ้านซะเลย ..

เพื่อนๆ เคยนึกสงสัยกันไหมว่าทำไมแถวนี้เค้าถึงเรียกกันว่า “ท่าเตียน” ..???

ตำนานเรื่องแรกที่ผมได้ยินตั้งแต่ตอนเด็กๆ มีคนเฒ่าคนแก่เค้าเล่าต่อๆ กันมาว่า เหตุมันเกิดจากยักษ์วัดแจ้ง(วัดอรุณฯ) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมาตีกับยักษ์วัดโพธิ์ (บร๊ะเจ้า ..  การยกพวกตีกันนี่มันมีมาตั้งแต่สมัยโน้นเลยแฮะ สงสัยยีนด้อยชอบความก้าวร้าวที่ถ่ายทอดต่อกันมาเพิ่งจะมาแสดงผลชัดเจนกันในเจเนอเรชั่นปัจจุบันนี้ ..) ทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันจนฝุ่นตลบ บ้านเรือนแถบนั้นพังยับราบเป็นหน้ากลอง ชาวบ้านเลยเรียกว่า “ท่าเตียน” กันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งอันนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องนิยายปรัมปราไปสักหน่อย ผมเลยต้องไปค้นประวัติความเป็นมาแบบเป็นทางการสักนิดจนได้ข้อสันนิษฐาน (อุ๊ย .. ใช้คำได้ทันสมัยซะด้วยสิเรา .. 555+) เป็นสองแนวทางดังนี้

 
(ซ้าย) อาหารทะเลตากแห้งมีขายเยอะจริงๆ .. / (ขวา) ร้านส้มตำอินเตอร์นะจ๊ะ .. เมนูภาษาอังกฤษซะด้วย ร้านค้าร้านอาหารแถวนี้แทบทุกร้านส่งภาษาอังกฤษฟุดฟิดฟอไฟกับชาวต่างชาติได้สบายๆ ..

ข้อสันนิษฐานแรก มีว่า ..

“ …เพลิงไหม้เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 เวลายามเศษ ไฟไหม้เสียหายจำนวนมาก เป็นเรือนหม่อมเจ้าในกรมสุรินทร์รักษ์ (กรมหมื่นสุรินทรรักษ พระนามเดิม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร ต้นราชสกุล ฉัตรกุล ณ อยุธยา) 28 หลัง โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ (พระองค์เจ้ามหาหงษ พระนามเดิม พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามหาหงษโสภาค ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ) 3 หลัง เรือน 13 หลัง เรือนข้าราชการและราษฎร 44 หลัง ศาลาวัดสองหลังครึ่ง โรงงานของในหลวง 1 โรง ประตูท่าช้างล่าง ตัวไม้ในโรงเรือนที่จะใช้สร้างวังและพระอารามหลวงกว่าร้อยต้น.. ”

เพลิงไหม้ในครั้งนั้นกินเนื้อที่กว้างขวางมาก เป็นเหตุให้บริเวณนั้นราบเรียบเตียนโล่งผิดตาจากเดิม จนคนทั่วไปใช้เป็นที่หมายเรียกลักษณะเด่นของบริเวณนั้นว่า “ท่าเตียน”

อืมมม .. อันนี้ดูจะเข้าเค้าเหมือนกันแฮะ .. ลองมาดูอีกแนวทางหนึ่งกันบ้าง

…มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ฮาเตียน” ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งในประเทศญวน ชาวญวนได้อพยพเข้ามาตั้งฐานพำนักในประเทศไทยหลายครั้งหลายหน และกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในพระนครและธนบุรี มีชาวญวนบางคนซึ่งเห็นภูมิประเทศบริเวณนี้คล้ายคลึงกับภูมิประเทศส่วนหนึ่งของเมืองฮาเตียนที่เคยอยู่อาศัยจึงเรียกบริเวณนั้นว่า “ฮาเตียน” เพื่อให้คลายความคิดถึงถิ่นฐานที่เคยอยู่ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นสำเนียงไทยว่า “ท่าเตียน” อาจกล่าวได้ว่าบ้านญวนแห่งแรกบนเกาะรัตนโกสินทร์คือบ้านญวนในแถบท่าเตียนถึงพาหุรัด เรียกว่าญวนฮาเตียนหรือท่าเตียนในปัจจุบันนั่นเอง

นี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร .. อันนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ จะเลือกแนวทางไหนก็แล้วกันนะครับ

[ที่มาของข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์, ห้องสมุดดิจิทัลของมหาวิทยาลัยศิลปากร. ไม่ทราบปี. “ชุมชนท่าเตียน.” [ระบบออนไลน์]. http://www.lib.su.ac.th/rattanagosin_web/?q=node/241 (18ธันวาคม 2558). ]

 
(ซ้าย) ระหว่างทางลงไปท่าพระจันทร์ ..  / (ขวา) วัตถุมงคล ของที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ วางเรียงรายดูละลานตารอนักท่องเที่ยว ..


(ซ้าย) ถนนแห่งศรัทธา / (ขวา) พี่เค้ากำลังได้อารมณ์เลย ..

จากท่าเตียนคราวนี้ก็มาถึงท่าช้าง-วังหลังกันบ้าง ท่าเรือนี้อยู่สุดถนนที่คั่นกลางระหว่างวัดพระแก้วกับสนามหลวง(ถนนหน้าพระลาน) ย่านนี้ของกินเยอะแยะเป็นที่ฝากท้องของผมในอดีตเมื่อสิบห้าปีก่อนครั้งที่ยังมาเรียนเขียนเวบไซต์ที่ม.ศิลปากร(วังท่าพระ) ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าอาหารอร่อยๆ มีให้เลือกกินกันไม่หวาดไม่ไหวชนิดที่ว่าตอนเข้ามาเรียนหุ่นเพรียวอยู่ดีๆ แต่พอจบออกไปอีกทีพุงปลิ้นหน้ากลายเป็นกะละมังซะหยั่งงั้น แต่ไม่ได้ไปซะนานไม่รู้ว่าร้านเก่าแก่ดั้งเดิมจะยังคงอยู่ดีกันหรือเปล่า หรือว่ามีล้มหายตายจากกันไปบ้างแล้ว วันนี้ไม่ได้แวะเยี่ยมเยือนท่าช้างฯ เพราะหัวหน้าก๊วนพาพวกเราเดินผ่านถนนมหาราชเลี้ยวทะลุไปข้างวัดมหาธาตุที่เป็นแหล่งรวมของอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิม พระพุทธรูป พระเครื่อง เครื่องราง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวัตถุมงคลอื่นๆ ที่คุณจะหาเช่ากันได้ตลอดทั้งสองฝั่งของถนนแคบๆ เส้นนี้ ตาดีได้ตาร้ายเสียเพราะมีทั้งจริงที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานรองรับหรือมีทั้งแบบจำลองขึ้นใหม่เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกกับชาวต่างชาติก็เยอะ ซึ่งบางครั้งก็ทำเลียนแบบได้เหมือนมากและก็เหมือนมากเสียจนแทบจะแยกแยะกันไม่ออกอยู่แล้ว ผมก็ได้แต่เดินๆ ดูไปเรื่อยๆ กดชัตเตอร์ซ้ายทีขวาทีไปตลอดทาง


ศาสนา .. นำพาให้ได้มาเจอกัน .. ศรัทธาใช่ว่าจะดูกันแค่เปลือกนอก ..

แล้วก็มาถึงท่าพระจันทร์จนได้ ต้องขอบคุณมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราที่พาเดินเลาะเลี้ยวไปมาจนโผล่ที่หน้าประตูของม.ธรรมศาสตร์ วันนี้ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสักครั้ง สิ่งแรกที่มองหาคือยอดโดมอันเป็นแลนด์มาร์กที่โด่งดังของที่นี่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ โดยมีชื่อเรียกกันจนติดปากว่า “เสือเหลือง-สิงห์แดง” ซึ่งหมายถึงคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ของม.ธรรมศาสตร์นั่นเอง (ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/คณะนิติศาสตร์_มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

 
(ซ้าย) ยอดโดมที่เป็นสัญลักษณ์ของม.ธรรมศาสตร์ .. / (ขวา) มุมนี้มองจากแถวๆ ลานปรีดี พนมยงค์ ..

(ซ้าย) อนุสาวรีย์พ่อปรีดีของชาวธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่ที่หน้าแม่โดม ..

เราลองมาอ่านประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กันพอสังเขปนะครับ

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นจากการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายใน พ.ศ. 2440 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม แต่ครั้งมีพระยศที่พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ฯ เพื่อให้การศึกษาอบรมด้านนิติศาสตร์โดยเฉพาะซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ครั้งนั้นมีสถานะเป็นแต่โรงเรียนอันมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระนั้นก็ได้มีแจ้งความของโรงเรียนเกี่ยวกับกำหนดการสอบไล่ของนักเรียนกฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาอันเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวราชการด้วย สำหรับที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมายนั้นได้แก่ห้องเสวยของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมซึ่งอยู่ถัดจากห้องทรงงาน โดยเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทรงให้การศึกษาด้วยพระองค์เองเมื่อทรงเสร็จสิ้นการเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ครั้นมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการย้ายไปทำการเรียนการสอนยังตึกสัสดีหลังกลาง กระทรวงยุติธรรม (อ่านต่อ)

นั่งพักดื่มน้ำดื่มท่าสอดส่ายสายตาไปรอบๆ มิได้มีเจตนาแอบแฝงอันใดดอก เพียงเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเลยต้องทำตัวเสมือนกล้องซีซีทีวีหมุนซ้ายทีขวาทีเพื่อเก็บบันทึกภาพสวยๆ ดีๆ เอามาเป็นวัตถุดิบใช้เล่าเรื่องในเอนทรีนี้ยังไงล่ะ(ดูๆๆ .. ข้ออ้างฟังขึ้นเชียวเนอะ ..ฮ่าๆๆ) ..


ฝั่งตรงข้ามลานปรีดีฯ เป็นโรงพยาบาลศิริราช ..

(ซ้าย) สาบานได้ว่าผมจะถ่ายร้านค้าข้างหลังโน่น ที่ผมนึกว่าเป็นร้านก๋วยจั๊บชื่อดังแห่งย่านถนนพระอาทิตย์ แต่กล้องมันโฟกัสพลาดเองน่ะครับ .. จริงจริ๊งงงง (เสียงสูงปรี๊ดดด) ..

หลังจากคลายร้อนจากอากาศอบอ้าวช่วงกลางวัน ก็ได้เวลากันสักที บ่ายๆ อย่างนี้ก็พากันเดินเลาะเรียบผ่านโรงเรียนนาฏศิลป์ที่เค้าร่ำลือว่าสาวๆ สวยยิ่งนักเพื่อใช้เป็นทางผ่านทะลุออกไปลอดใต้สะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนครเข้าสู่ถนนพระอาทิตย์ ไปปิดทริปนี้กันที่สวนสันติชัยปราการที่ตั้งอยู่บริเวณโค้งป้อมพระสุเมรุนั่นแหละครับ ระหว่างทางผ่านร้านก๋วยจั๊บญวนชื่อดังที่อร่อยจนหลายคนต้องมาจัดสักมื้อทั้งรายการทีวี เวบไซต์ บล็อกเกอร์ เฟซบุ๊คเพจพากันรีวิวไม่ขาด แม้กระทั่งเพจ/บล็อคส่วนตัวก็ยังยอมลงทุนเสียตังค์มากินเองเพื่อถ่ายรูปทำรีวิวเพราะมันอร่อยคุ้มจริงๆ พลาดไปล่ะเสียดายแย่ (ผมไม่ได้บอกชื่อร้านเพราะไม่ได้มาโฆษณา ถ้าใครอยากรู้ให้อากู๋ช่วยเสิร์ช รับรองเจอได้ไม่ยากไม่เย็นแน่นอน ..)


อ๋อ .. ร้านเค้าอยู่ตรงนี้นี่เอง ..


พระที่นั่งสันติชัยปราการ ศาลาไทยหลังคาจัตุรมุข เป็นเครื่องไม้ทั้งหมด ที่หน้าบันมีลวดลายแกะสลัก ประดับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ..

สวนสันติชัยปราการในตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้ยังไม่มีใครมาใช้บริการสักเท่าไร คงมีแต่พวกเราและคู่รักวัยรุ่นอีกคู่ที่กำลังแอ็คท่าถ่ายรูปกันกระหนุงกระหนิง ส่วนพวกเรามีแต่ชายหนุ่มบึกบึนถึกแกร่งทนทุกสภาวะแบกกระเป๋ากล้องใบเบ้อเริ่มพร้อมกับขาตั้งกล้องยาวครึ่งเมตรอีกคนละอันดูพะรุงพะรังดีพิลึก จะถ่ายพวกเดียวกันเองให้เปลืองชัตเตอร์เค้าท์เล่นๆ ก็กระไรอยู่ กล้องคู่ใจคงจะทำหน้ายี้ไม่อยากเก็บภาพหนุ่มโฉดแต่ละนายไว้ในกล้องให้เสียเซลฟ์ เลยหันไปถ่ายศาลา ถ่ายต้นไม้ ถ่ายแม่น้ำ ถ่ายตึกรามบ้านช่องไร้สาระไปตามเรื่องจนสมควรแก่เวลาจึงพากันแยกย้าย ขากลับเลยได้มีโอกาสใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าพระอาทิตย์ไปลงท่าเตียน เพื่อต่อรถโดยสารประจำทางปรับอากาศกลับบ้าน นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงแถวๆ บ้าน ยังต้องต่อรถอีกสองต่อเล่นเอาสะบักสะบอมกว่าจะเข้าบ้านได้ก็มืดตึ๊อตื๋อ เปิดประตูเข้ามาก็เจอข่าวในพระราชสำนักกำลังออกอากาศอยู่พอดี

  
(ซ้าย) เส้นทางเดินเข้าสู่พระที่นั่ง .. / (กลาง) จากใต้ร่มเงาแห่งความความร่มเย็น .. / (ขวา) ตระหง่านง้ำค้ำฟ้าท้าทายแสงจ้าแห่งดวงตะวัน ..

สรุปทริปนี้ได้พารองเท้าคู่เก่าออกก้าวเดินย่ำไปในเส้นทางสายอดีตแห่งเกาะรัตนโกสินทร์สมใจอยาก ได้ทดสอบสมรรถภาพความอดทนของร่างกายไปในตัวอีกด้วย แต่สิ่งที่ได้กลับมาหาใช่ภาพถ่ายที่สวยงามเลิศเลออะไรไม่ ความรู้สึกและสำนึกตระหนักถึงเรื่องราวมากมายจากอดีตที่หลายคนหลงลืมไปต่างหากล่ะ ที่ยังตราตรึงฝังรากลึกลงไปในเซลล์สมอง บันทึกเอาความทรงจำอันน่าประทับใจไว้ให้ได้ซาบซึ้งถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมแห่งสยามประเทศที่ถูกความเปลี่ยนแปลงแห่งทุนนิยมมาพรากชุมชนดั้งเดิมไปเลือนหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง

เอนทรี่นี้ผมทำตัวเป็นเด็กดีมีสาระเผื่อจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง ต้องขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบนะครับ ..

ภาพของทริปนี้

 

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558 เวลา 23:46 น. GMT+7 TH

20130921 ย้อนเวลาหาตัวตนแห่งคนไทย .. ใน “มิวเซียมสยาม” ..


ขอบคุณภาพจาก WikiPedia

ตอนนั้นมีคนชวนไปอบรมถ่ายรูปที่จัดขี้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการถ่ายภาพเพื่องานวารสารศาสตร์ ของคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากเข้าอบรมภาคทฤษฎีกันไปแล้วก็ต้องมีภาคปฏิบัติน่ะสินะมันถึงจะครบถ้วน โดยคณะผู้จัดอบรมเลือกเอาบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เป็นสถานที่ฝึกถ่ายรูป กำหนดการช่วงเช้าทีมงานก็จะพาไปซึมซับกับวิถีไทยในมิวเซียมสยามกันก่อน หลังจากนั้นก็แบ่งผู้เข้าร่วมอบรมออกเป็นกลุ่มย่อยๆ มีหัวข้อให้ไปถ่ายรูปเพื่อเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการอบรมในครั้งนี้ พอตกเย็นก็ตัวใครตัวมัน และมีเวลาอีกประมาณสองสัปดาห์ในการส่งภาพเพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการบริเวณบอร์ดประชาสัมพันธ์ของคณะสื่อสารมวลชนที่อาคารสุโขทัย ชั้น 10 ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก

วันนั้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปเจอกับทีมงานตามเวลานัดหมาย แต่การจราจรในเช้าวันเสาร์ดูจะไม่ได้แตกต่างจากวันทำงานปกติสักเท่าไร กว่าจะดั้นด้นจากบางกะปิไปถึงสนามหลวงก็เล่นเอาหลับสลับตื่นกันไปหลายต่อหลายรอบ พอเลี้ยวผ่านจากถนนราชดำเนินกลางมาได้รถประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.60 ก็มาจอดที่ข้างสนามหลวง พนักงานเก็บค่าโดยสารตะโกนบอกมาไกลๆ ว่าสนามหลวงให้ลงป้ายนี้ ผมนี่คว้ากระเป๋ากล้องพร้อมขาตั้งรีบกระโดดลงแทบจะไม่ทัน มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กไม่เห็นมิวเซียมสยามที่ว่านั่นเลยสักนิด เห็นแต่ช้างสามเศียรยืนที่สามแยกหัวมุมวัดพระแก้วตรงข้ามกับศาลหลักเมืองอยู่ไกลลิบๆ งานนี้เห็นทีไม่แคล้วตรูจะต้องเดินทางไกลแบบวิชาลูกเสือสามัญที่เรียนกันตอนมัธยมเป็นแน่แท้ อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาที่นัดหมายกันแล้ว ผมยังไม่มีวี่แววจะไปถึงมิวเซียมสยามเลยสักนิด คิดได้ดังนั้นแล้วก็พลันรีบออกเดินมุ่งหน้าไปทางศาลหลักเมืองนั่นแหละแล้วค่อยไปถามพ่อค้าแม่ขายแถวๆ นั้นอีกที


เธอคนนนี้มาพร้อมกับแฟนหนุ่ม .. เลยแอบขอยืมตัวมาเป็นแบบสักหน่อย ..

ระหว่างที่เดินเลาะเรียบริมถนนไปได้สักสิบก้าว ก็เห็นชาวต่างชาติกำลังโยนอาหารให้นกพิราบอยู่ แสงเงาที่ลอดช่องว่างระหว่างต้นไม้มาตกกระทบตัวแบบ พร้อมกับฝูงนกที่บินโฉบกินอาหารกันพรึ่บพรับ สองมือของผมก็เปิดกระเป๋าโดยอัตโนมัติหยิบกล้องออกมาส่องผ่านวิวไฟน์เดอร์ ขยับซ้าย-ขวา หน้า-หลังหามุมที่ถูกใจ หมุนวงแหวนโฟกัสให้ชัดที่ตัวแบบ หรี่รูรับแสงแคบสักนิดเพื่อเผื่อระยะชัดให้ครอบคลุม กดปุ่มเช็คระยะชัดลึกดูสักหน่อย จากนั้นนั่งชันเข่าย่อตัวเตรียมพร้อมรอจังหวะ และในไม่กี่อึดใจเสียงชัตเตอร์ก็ลั่นออกไปเป็นชุดราวกับปืนกล แหมๆๆ เพื่อความชัวร์มันต้องยิงเผื่อเอาไว้กันพลาดสักนิดสิ จะได้มีไว้เลือกหลายๆ ภาพหน่อยน่ะ

ได้มาแล้วหนึ่งภาพแรกสำหรับวันนี้ ดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก เพราะแม่ค้าที่หน้าศาลหลักเมืองบอกว่า มิวเซียมสยามนะเหรอ เดินตรงไปสุดทางโน่นพร้อมชี้มือบอกทิศทาง ไกลแค่ไหนผมไม่รู้หรอกแต่หน้าของเธอที่ทำปากจู๋กับท่าทางชี้โบ๊ชี้เบ๊ของเธอที่ตั้งใจบอกผมนั้นมันดูใสซื่อจริงใจ สื่อให้ผมรู้สึกได้เลยว่า เออ .. มันอยู่ไกลจากตรงนี้อีกเยอะจริงๆ นะ เลยอุดหนุนน้ำเปล่าเธอมาขวดนึงเพื่อเอาไว้เรียกความสดชื่นยามที่ต้องเสียน้ำในร่างกายกับระยะทางที่แสนไกล

ผมเดินไปบนทางเท้ากว้างขวางผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมที่มีปืนใหญ่หลายกระบอกตั้งเรียงรายอยู่ในสนามหญ้าติดทางเท้า นี่ถ้าผมไม่มีนัดคงได้แวะเข้าไปจัดรูปปืนใหญ่ใกล้ๆ ด้วยเลนส์มุมกว้างเอาตึกสีเหลืองอ่อนของกระทรวงกลาโหมเป็นฉากหลังที่หลายๆ คนชอบมาเก็บภาพกันจนกลายเป็นมุมมหาชนอีกมุมหนึ่งไปแล้ว แต่วันนี้ได้แต่คำรามฮึ่มๆ ในลำคอว่าฝากเอาไว้ก่อนเถอะ วันข้างหน้าข้าจะมาเอาคืน เพราะวันนี้คงต้องเดินกันอีกไกลและอาจจะต้องเดินกันอีกทั้งวันด้วยแน่ๆ

เดินเรื่อยๆ แต่เล่นเอาเหงื่อโทรมเหมือนกันนะ ผ่านกรมรักษาดินแดนที่ครั้งหนึ่งในอดีตผมเคยมาสมัครเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพในช่วงเรียนมัธยมปลาย เรียกกันแบบชาวบ้านๆ ก็คือเรียน รด.นั่นแหละครับ ต้องมาสมัครกันที่นี่แหละครับ เรียนจบสามปีก็มารับสมุดเล่มเล็กๆ สีเขียว หรือ สด.9 ก็ที่นี่อีกเหมือนกัน ผ่านช่วงรด.หัวเกรียนมาได้แบบทุลักทุเลแต่ก็ประทับใจสุดๆ เหมือนกัน ขนาดว่าวันเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 30 ปี แต่พอหลับตานึกถึงเมื่อไหร่ภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นมันก็ผุดขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเป็นฉากๆ เลยทีเดียว เอาไว้ถ้ามีโอกาสวันหลังจะมาเล่าให้ฟังในบล็อคก็แล้วกัน

 
ป้อมอะไรผมไม่ทันสังเกตชื่อ .. มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ .. เพราะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ..

มาเรื่องของเรากันต่อดีกว่า ถึงสวนเจ้าเชตุก็ข้ามถนนไปเดินฝั่งวัดโพธิ์กันดีกว่า เพราะต้องเดินเลาะกำแพงวัดโพธิ์นี่แหละไปจนสุดทาง แล้วเดินต่อไปอีก(ไม่)นิด(ล่ะ เพราะเล่นเอาน้ำที่ซื้อมาหมดขวดกันเลย .. – -!)ก็จะถึงมิวเซียมสยามกันเสียที ถ้าเดินเลยไปอีกนิดเดียวก็ปากคลองตลาดแล้วล่ะนะ หรือเพราะว่าผมเดินเยอะมากนับดูแล้วก็หลายกิโลเมตรอยู่นะ เหนื่อยจนไม่อยากถ่ายรูปอะไรระหว่างทางเลย ช่วงแรกๆ ก็ยังสะพายกล้องอยู่ พอหลังๆ เก็บกล้องเข้ากระเป๋า ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ อยากจะให้ถึงเร็วๆ อยากนั่ง อยากพักตากแอร์เย็นๆ เป็นที่สุด เหนื่อยนะขอบอก เดินคนเดียวกลางแดดยามเช้าที่แสนจะอบอุ่น แต่ดูเหมือนจะอุ่นมากไปหน่อยนะ (อุ่น+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ = ร้อน .. โฮกกกกก ..) ไปถึงก็ไม่เจอใครแล้ว เพราะกว่าผมจะเดินมาถึงก็เลยเวลานัดหมายไปร่วมชั่วโมง ผู้เข้าร่วมอบรมท่านอื่นคงเข้าไปเยี่ยมชมมิวเซียมสยามกันหมดแล้ว ..


ด้านหน้ามิวเซียมสยาม .. กำลังขุดทางเท้าอยู่ .. ดูอุจาดดีแท้ ขุดแล้วก็กลบ แล้วอีกหน่วยงานนึงก็มาขุดใหม่ พอกลบเสร็จ .. ก็จะมีมาขุดๆ กลบๆ เรื่อยไปแบบนี้ ..

ผมตามเข้าไปทีหลังโดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม 100 บาท ได้บัตรผ่านประตูพร้อมสูจิบัตรแนะนำมิวเซียมสยาม ระบุว่าที่นี่ดูแลโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ตัวอาคารเป็นตึกเก่าของกระทรวงพาณิชย์ มี 3 ชั้น มีห้องจัดแสดง 17 ห้อง แบ่งเป็น 17 ธีม ในรูปแบบเรียงความประเทศไทย เรียนรู้ผ่านสื่อประสมที่สามารถโต้ตอบกับผู้เข้าชมได้ โดยต้องเดินชมห้องจัดแสดงไปตามลำดับ เริ่มจากชั้น 1 ไปชั้น 3 แล้วลงมาต่อที่ชั้น 2 ซึ่งมีรายละเอียดของการจัดแสดงดังนี้

ชั้นที่ 1

  • ตึกเก่าเล่าเรื่อง ห้องจัดแสดงความเป็นมาของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม การบูรณะซ่อมแซม รวมถึงการกลายเป็นมิวเซียมสยามในปัจจุบัน
  • เบิกโรง (Immersive Theater) ห้องฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม ผ่านตัวละครต่าง ๆ
  • ไทยแท้ (Typically Thai) ห้องแสดงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของไทย พร้อมการไขว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นของไทยแท้หรือไม่

ชั้นที่ 3

  • เปิดตำนานสุวรรณภูมิ (Introduction to Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงที่ตั้งของดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาติพันธุ์ในดินแดนนี้ และวิธีการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
  • สุวรรณภูมิ(Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในสุวรรณภูมิ การติดต่อกับต่างประเทศ และหลักฐานประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ
  • พุทธิปัญญา (Buddhism) ห้องแสดงหัวใจพระพุทธศาสนาและเรื่องราวที่แสดงถึงสัจจธรรม
  • กำเนิดสยามประเทศ (Founding of Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นมาอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนสยาม และตำนานต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา
  • สยามประเทศ (Siam) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และรูปจำลองเรือแบบต่าง ๆ ตั้งแต่เรือพื้นบ้านถึงเรือพระราชพิธี
  • สยามยุทธ์ (War Room) ห้องแสดงรูปแบบการรบ กำลังพล และการทำสงครามในสมัยอยุธยา

ชั้นที่ 2

  • แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ (Map Room) ห้องแสดงแผนที่ประเทศไทยในสมัยต่าง ๆ
  • กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา (Bangkok, New Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนชาติต่าง ๆ ในสยาม และการเปรียบเทียบว่ากรุงรัตนโกสินทร์เหมือนกับกรุงศรีอยุธยาอย่างไร
  • ชีวิตนอกกรุงเทพฯ (Village Life) ห้องแสดงวิถีชีวิตของคนในชนบทนอกกรุงเทพฯ โดยมีเรื่องข้าวเป็นหลัก
  • แปลงโฉมสยามประเทศ (Change) ห้องแสดงการเปลี่ยนแปลงสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรื่องราวของถนนเจริญกรุง
  • กำเนิดประเทศไทย (Politics & Communications) ห้องแสดงเรื่องราวในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
  • สีสันตะวันตก (Thailand and the World) ห้องแสดงวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทย
  • เมืองไทยวันนี้ (Thailand Today) ห้องอุโมงค์กระจกขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ขนาดเล็กรายล้อมทั่วห้อง
  • มองไปข้างหน้า (Thailand Tomorrow) ห้องสำหรับแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แสดงข้อความบนผนัง

คุณสามารถเข้าเยี่ยมชมเวบไซต์อย่างเป็นทางการได้ที่นี่
ส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จากที่นี่
และนี่ก็เป็นพิกัดของมิวเซียมสยามครับ 13.744203, 100.494133

จากตรงนี้ให้ภาพเล่าเรื่องก็แล้วกันนะ ..


อ๊บ อ๊บ .. คนกบแดง ..

 
ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไร ..? ต้องไปดูเองครับ ..


ความเป็นอยู่ตามวิถีไทย .. บนดินแดนสุวรรณภูมิ ..

  
ดูกันว่า .. จุดกำเนิดเกิดมาเป็น “ไทย” ได้อย่างไร ..?


หลักคำสอนที่ไม่เคยล้าสมัย ..


หัวใจของพระพุทธศาสนา ..

 
การจัดขบวนเรือพระราชพิธี .. / เรือสำเภาที่เข้ามาค้าขายกับสยามในยุคนั้น ..


สยามยุทธ์ .. สมัยอยุธยาทหารไทยเค้ามีวิธีรบกับศัตรูผู้รุกรานกันอย่างไรนะ ..?

 
ปืนใหญ่น่ะของจริง .. ใส่กระสุนได้ ยิงได้ด้วยนะ .. แต่ระเบิดในจอภาพแบบมัลติมีเดียอินเตอร์แอ็คทีฟ .. ทันสมัยสุดๆ ..


เรื่องราวของแผนที่ .. มาดูโลกในแบบสองมิติกันดูบ้าง ..

 


วิถีชีวิตของชนบท .. เรื่องข้าวเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาตินะ ..


ความเปลี่ยนแปลงของสยามประเทศ .. ถนนเจริญกรุงในวันที่ความเจริญเริ่มคืบคลานเข้ามา ..

  
ของใหม่ๆ ทันสมัยจากตะวันตก .. เข้ามายกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยในวันนั้น ..

 
นวัตกรรมใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย .. จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ..


หนังสือพิมพ์ .. สื่อมวลชนในวันนั้น .. เป็นปาก(ที่ถูกปิดเสียง)ของคนรุ่นใหม่ในวันที่ประชาธิปไตยเริ่มก่อร่างสร้างตัว ..


หนุ่มสาวสมัยใหม่ .. ต้องใช้ชีวิตหรูหรา .. สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแนวคิด .. ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าผู้ชายอีกต่อไป ..


ใครมีรถก็มีสาวๆ มานั่งข้างๆ ด้วยเสมอๆ .. ยุคที่เงินตราและบ่อนบาร์รุ่งเรืองถึงขีดสุด ..


ปิดท้ายกันด้วยมุมนี้ .. ประตูอีกด้านหนึ่งของมิวเซียมสยาม ..

วันนี้ยังไม่จบแต่คงต้องขอยกไปเอนทรีหน้า .. เพราะผมจะพาเดินๆๆๆๆๆ .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระจันทร์ ชมถนนแห่งศรัทธาที่พุทธศาสนาช่วยสร้างอาชีพให้คนอีกกลุ่ม แล้วไปปิดท้ายกันที่ถนนพระอาทิตย์ยามที่ดวงอาทิตย์ยังสาดแสงที่สวนสันติไชยปราการ ..

ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันครับ

ภาพจากทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 เวลา 19:56 น. GMT+7 TH

20130816 ชัตเตอร์ เอ็กเซอร์ไซส์ .. ในเฟสติวัล วอล์ค .. กับช็อกโกแล็ต วิลล์ .. ตอนที่ 2


ยินดีต้อนรับ .. ผมก็ยินดีที่ได้มาเยือนที่นี่เช่นกันครับ ..

ออกจากเฟสติวัล วอล์ค ก็ตรงดิ่งตามถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ ขับตรงข้ามแยกตัดถนนนวมินทร์ไปอีกนิด ก็จะเจอกับกังหันลมขนาดย่อมอยู่ซ้ายมือที่เป็นสัญลักษณ์ของร้านช็อกโกแลต วิลล์อันที่หมายสุดท้ายของวันนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างแพร่หลายในโลกโซเชี่ยล เพราะเป็นร้านอาหารสไตล์ Open ที่บรรยากาศดีมาก มีมุมสวยๆ เยอะแยะมากมายให้บรรดาสาวๆ สาวกโซเชี่ยลเลือกถ่ายเซลฟี่อัพขึ้นเฟซ/อินสตาแกรมไว้อวดเพื่อนๆ กันไม่หวาดไม่ไหว สามารถเข้าไปเดินถ่ายรูปเล่นได้แบบฟรีๆ มีที่จอดรถเพียบพร้อมสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง ใครอยากนอนค้างก็มีส่วนของที่พักอยู่ด้านหลังอีกด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเยอะเหมือนกับว่าเป็นอีกจุดหมายหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่บรรดาบริษัทนำเที่ยวจะต้องพาลูกค้ามาเยี่ยมเยือน

แต่ผมก็ไม่ได้ลองทานอาหารของเค้าหรอกนะ ดูจากทัวร์ที่มาลงอย่างไม่ขาดสาย ก็พอจะรับประกันคุณภาพได้ในระดับหนึ่ง จะอร่อยถูกปากท่านหรือจะไม่ถูกใจใครก็ว่ากันไปตามรสนิยม ร้านระดับนี้แล้วคงไม่ยอมทำอะไรให้เสียชื่อร้านเป็นแน่ ส่วนราคาก็ตามระดับของสถานที่ ดูจากเมนูแล้วก็พอๆ กับร้านอาหารชื่อดังในห้างนั่นแหละครับ อาจจะแพงสำหรับบางคนแต่ถ้าแลกกับความสวยงามของบรรยากาศและการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วก็นับว่าเหมาะสมดีครับ


รถดับเพลิง .. กับปั๊มน้ำมัน(มั๊ง ?) .. อยากรู้ต้องไปดูด้วยตัวเองครับ ..

เริ่มที่ลานจอดรถด้านหน้า พอก้าวลงจากจากรถปุ๊บก็เจอมุมสวยอย่าง Home Town ให้คุณได้ถ่ายรูปกันเลย มีรถดับเพลิงสีแดงสดจอดอยู่ติดกัน ถัดไปก็จัดเป็นแบบร้านขายของชำ ให้ดูเหมือนเป็นร้านค้าในยุคตื่นทองของอเมริกาถึงได้ตั้งชื่อร้านว่า Golden Nugget Miming Company (อันนี้ผมคิดเองเออเองอาศัยดูเอาจากวัสดุที่ใช้สร้างมันออกแนวๆ นั้น แต่ครีเอทีฟของงานนี้อาจจะคิดอย่างอื่นก็เป็นได้) มีผลไม้(ปลอมๆ) ขวดไวน์(จริงๆ แต่น้ำในขวดจะเป็นของจริงหรือเปล่าก็ไม่กล้าลองชิมเสียด้วยสิ) แต่ก็เป็นมุมถ้าชัดตื้นที่สวยงามเลยทีเดียว อีเว้นท์ตรงนี้อาจจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์(ครั้งล่าสุดที่ไปก็ไม่ใช่แบบนี้แล้ว) ถ้ดไปอีกนิดก็จัดเป็นบริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้า แต่ด้านในคาดว่าอ่จจะเป็น Public Relation ของที่นี่มากกว่า ตัวอาคารของที่นี่โดยรวมออกแบบมาได้สวยงามด้วยบรรยากาศแบบยุโรปจนนึกว่าได้ไปเดินเที่ยวอยู่อัมสเตอดัมเลย

 
นี่ไงครับ Golden Nugget .. ทีแรกนึกว่าเป็นพวกร่อนทองซะดี .. / ในแก้ว .. ใช่ไวน์หรือเปล่า ..?


ตรงนี้เหลือแต่ขวดไวน์ ..

 
คุกกี้รันมากับเค้าด้วยเหรอนั่น .. / รัก(LOVE) .. นะจ๊ะ ..


ท่าเทียบเรือสปีดโบ๊ท .. ออกไปซิ่งกันให้น้ำบานเลย ..

ก่อนเดินเข้าไปด้านในก็แวะที่เทียบเรือสักหน่อย พื้นน้ำโดยรอบโดยที่ส่วนห้องอาหารอยู่ตรงกลาง สร้างบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย มีลมพัดอ่อนๆ ตลอดเวลา ตรงทางเข้ามีศาลาริมน้ำให้เซลฟี่ไปอวดเพื่อนๆ ที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย เดินตรงเข้าไปก็จะเจอ The Southern Railway Station เป็นด่านแรก แต่ไม่มีรถไฟที่นี่หรอกครับจัดเป็นเหมือนชานชาลาแค่นั้นก่อนจะเข้าไปเจอกับป้ายต้อนรับของช็อกโกแลต วิลล์ อีกจุดหนึ่งที่จะต้องมาเซลฟี่ เพราะกลัวคนติดตามไม่รู้ว่าโซเชี่ยลเกิร์ลมาเที่ยวกันที่ไหน ตรงผ่านป้ายชื่อร้านเข้าไปก็เจอกับร้านขายของที่ระลึกอยู่ทางขวามือ สำหรับคนชอบช๊อปปิ้งก็อย่าเพิ่งซื้อเยอะนะ สักถุง-สองถุงก็พอเอาแค่เอาไปเป็นพร๊อบถ่ายรูป เดี๋ยวขากลับค่อยมาจัดเต็มกันให้กระเป๋าฉีก ไม่อย่างนั้นคงต้องแบกของพะรุงพะรังไปเซลฟี่มันคงไม่งามสักเท่าไหร่

  
ทางเข้าครับ .. ที่นี่เค้าที่เป็นชานชาลา .. / แอบดูสาวๆ มาเซลฟี่ .. / ร้านขายของที่ระลึก ..

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือประภาคารที่อยู่เยื้องๆ กับร้านขายของที่ระลึกนี่แหละ แต่ต้องค่อยๆ ทะยอยกันขึ้นนะ เพราะทางขึ้น-ลงคับแคบควรเข้าคิวรอให้คนข้างบนลงมาก่อนค่อนผลัดกันขึ้นไป จากบนนั้นจะเห็นวิวสวยโดยรอบของช็อกโกแลต วิลล์ได้อย่างเต็มตาในมุมมองแบบเบิร์ด อาย วิว เสียด้วยแต่เวลาเซลฟี่ก็ระวังจะพลาดพลั้งร่วงลงมาด้วยล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเซลฟี่สุดท้ายไปเสียฉิบ


เป็ดยักษ์ก็มา ..

 
บรรยากาศรอบๆ .. ต้นไม้และสายน้ำ เข้ากับอาคารสไตล์ยุโรปได้อย่างลงตัว ..


มาถึงช็อกโกแลต วิลล์ต้องมาขึ้นประภาคาร .. รับรองวิวสวยไม่ผิดหวังแน่นอน ..

ลงจากประภาคารก็เดินข้ามสะพานเข้าสู่ส่วนของโต๊ะของแขกที่มารับประทานอาหารแล้ว เราไม่ได้มากินอาหารร้านเค้าก็เลยเดินเลี่ยงๆ มาทางขวา ซึ่งเป็นทางไปห้องน้ำและลานจอดรถด้านในที่กว้างขวางกว่าลานจอดด้านหน้าเยอะเลย ตามทางเดินมีมุมเก๋ๆ ให้นั่งเล่น สามารถพักถ่ายรูปกันได้ ในส่วนของห้องน้ำก็ออกแบบดีไซน์ซะไม่กล้าทำเลอะเลย มันสวยและก็เย็นสบายมาก นั่งทิ้งทุ่นระเบิดไปเล่นเกมส์ในโทรศัพท์ไปน่าจะเพลิดเพลินไม่น้อย ด้านหน้ามีนักดนตรีมายืนเป่าทรัมเปต เป่าแซกโซโฟนอีกด้วย ถ้ามืดๆ เดินมาคนเดียวนี่มีหลอนเหมือนกันนะ เพราะปั้นได้เหมือนจริงมากๆ ใกล้ๆ กันก็มียืนเล่นกีต้าร์แหว่งๆ พังๆ อย่างกับถูกหนูแทะอยู่อีกคน(ดึกๆ ตอนร้านปิดแล้ว สามคนนี่เค้าจะมาเล่นแจมกันหน้าห้องน้ำหรือเปล่าเนี่ยะ)

  
มีมุมสวยๆ ให้นั่งพัก .. ถ่ายรูปได้ทุกที่ทุกมุม .. ไม่มีหวง ไม่มีใครมากวน ..

 
ลุงคนนี้ยืนเป่าทรัมเปตอยู่หน้าห้องน้ำ / ส่วนคนตาคนนี้ก็ยืนเล่นกีตาร์ยังไงก็ไม่รู้ .. ปล่อยให้หนูแทะกีต้าร์จนแหว่งไปซะเกือบครึ่งตัวแล้ว ..


พี่คนนี้แกยืนเป่สแซกโซโฟนอยู่ข้างๆ สวน ..

เอาล่ะตอนนี้ดวงอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้าอยู่ลิบๆ โน่น อากาศเริ่มคลายความอบอ้าวลงไปบ้างแล้ว ลูกค้าก็เริ่มเข้ามาทานอาหารกันเยอะแล้ว เราก็ควรจะคืนพื้นที่ให้ร้านเค้าทำมาค้าขายบ้าง เกรงใจลูกค้าที่เค้ามาทานอาหารแล้วก็เกรงใจร้านเค้าด้วย ดังนั้นพวกเราก็น่าจะกลับกันได้แล้ว ปิดทริปเล้กๆ ใกล้ๆ บ้านกันแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ไปออกทริปด้วยกัน ถ้ามีโอกาสดีๆ มีเวลาว่างๆ คงได้มีทริปถ่ายรูปแบบนี้อีกแน่นอน

 
เมฆครึ้มมาอีกแล้วหนอ .. / See you again, แล้วพบกันใหม่เช่นกันเมื่อโอกาสอำนวยนะจ๊ะ ..

บ๊าย บาย ช็อกโกแลต วิลล์ .. ขอบคุณที่สร้างสถานที่ดีๆ สวยๆ ให้ได้ไปเก็บภาพประทับใจกันนะครับ ..
ภาพจากทริปนี้ครับ .. https://goo.gl/photos/VjKuACNC7EQsSPpF8

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันปิยมหาราช – วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 เวลา 15:02 น. GMT+7 TH

20130816 ชัตเตอร์ เอ็กเซอร์ไซส์ .. ในเฟสติวัล วอล์ค .. กับช็อกโกแล็ต วิลล์ .. ตอนที่ 1


ณ มุมเหงาๆ มุมหนึ่ง .. ในวันที่ฟ้าครึ้มซึมเศร้า ..

หลังจากเมื่อวานได้ไปไหว้หลวงพ่อ(จากเอนทรี่ก่อนนั่นแหละครับ) .. แล้วก็เลยไปต่อที่พัทยาตั้งใจอยู่ว่าจะไปกินดินเนอร์สไตล์คนโสดเคล้าเสียงคลื่นสักมื้อแล้วท่องราตรีต่อสักครึ่งคืนค่อยกลับ แต่พอไปถึงฝนตกพายุกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาสุดท้ายก็ต้องมานั่งกินข้าวไก่แซ่บส์เคเอฟซีในเซนทรัลพัทยา หมดอารมณ์ชิลล์ กินเสร็จตีรถกลับเลยดีกว่าเพราะว่าวันรุ่งขึ้นมีนัดไปบริหารชัตเตอร์กล้องตัวเก่งกับทริปเล็กๆ ใกล้บ้านทริปนี้นี่แหละ

วันนี้นัดน้องๆ ร่วมทริปไว้ที่ ม.รามฯ แล้วก็บึ่งออกเลียบทางด่วนจนถึงแยกตัดกับเกษตร-นวมินทร์(ก็ถนนประเสริฐมนูกิจนั่นแหละ) เลี้ยวซ้ายผ่านแยกแรกให้ขับชิดขวาเอาไว้จนเจอแยกถัดไป จัดการกลับรถแล้วชิดซ้ายโดยพลันเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าเฟสติวัล วอล์คอันเป็นจุดหมายแรกของเราในบ่ายวันนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.kaset-nawamin.com

เฟสติวัล วอล์คตั้งอยู่บนถนนประเสริฐมนูกิจ หรือที่เราๆ ท่านๆ ต่างเรียกกันจนติดปากว่าถนนเกษตร-นวมินทร์ เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกๆ บนถนนเส้นนี้ อาคารร้านค้าภายในออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแนวยุโรป มีร้านสวยๆ ให้ไปแชะไปชิมกันมากมายหลายร้าน รับรองว่าต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าบรรดาโซเชี่ยลเกิร์ลเป็นแน่ เพราะมีมุมสวยให้แอ๊บท่าปลาทองแก้มป่องตากลมโตบ้องแบ๊ว แช๊ะภาพเด็ดอัพขึ้นอินสตาแกรม หรือจะเช็คอินเฟซบุ๊ครีวิวอาหารสถานที่กันไม่มีเบื่อ จนผมต้องตามไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองสักที ว่าจะมีสาวๆ สวยๆ น่ารักโน๊ะเน๊ะมาเซลฟี่กันเยอะแยะสักแค่ไหน และที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอของนักร้องสาวสวยคนนึงด้วยนะ อยากรู้ว่าเป็นใคร เดี๋ยวผมเฉลยในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน

ตามลิ้งค์เข้าไปดูแฟนเพจของที่นี่ได้ครับ .. https://www.facebook.com/NawaminFestival

แต่วันนั้นที่ออกทริปท้องฟ้าไม่เป็นใจแดดไม่ค่อยมี เมฆครึ้มเต็มท้องฟ้า สเปคตรัมของแสงหายเกลี้ยง ภาพที่ออกมานี่สีสันอย่าให้พูดเลยครับ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมก็เลยเอามาปรับโทนสีเปลี่ยนอารมณ์ภาพเสียใหม่ เอาโทนแบบ Nostalgia ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ดูภาพทริปนี้แล้วรู้สึกเหงาเศร้าหม่นหมองคิดถึงใครบางคนกันบ้างหรือเปล่าครับ .. ฮ่าๆๆ ..???

ให้ภาพเล่าเรื่องบ้างดีกว่านะครับ


ร้าน Hobs นี่ผมเคยไปนั่งดื่มชิลล์ๆ ที่สาขาพัทยานะ .. ขอบอก ใครชอบดนตรีสดต้องห้ามพลาด .. แต่สาขาเฟสติวัล วอล์คยังไม่เคยเข้าไปลองนะครับ ..

 
พื้นที่ในโครงการถูกจัดแต่งไว้อย่างร่มรื่นสวยงาม .. / เหมือนจะมีคลองเล็กๆ อยู่หน้าร้านด้วย .. แหม .. น่าไปนั่งชิลล์กับหนังสือเล่มโปรด(หนังสือน่ะเอาไว้หนุนหัวนะ ..!!! .. ฮ่าๆๆ)

 
มีร้านสวยๆ บรรยากาศดีๆ เยอะแยะเลยครับ .. / ถ้าในน้ำยังมีปลา .. ในแววตาฉันก็จะมีแต่เธอ .. ฮิ๊ววววว ..

 
อยากจะบอกว่า .. เคเอฟซี ก็มีมานะเออ .. / ศิลปะอยู่ทุกที่ .. ไม่เว้นแม้เก้าอี้ริมทาง ..


น้ำพุแบบนี้มีหลายแห่งในโครงการ .. ช่วยคลายร้อนไปได้เป็นอย่างดี .. ฟังเสียงน้ำไหล ปล่อยใจให้จินตนาการกระเจิดกระเจิง ..


มุมนี้ถูกใจผมจริงๆ .. น่ามานั่งจิบชายามบ่ายแล้วผ่อนคลายกับหนังสือสักเล่ม ..

 
อีกมุมหนึ่งที่เงียบสงบ ..  / ร้านนี้ สังเกตจากชื่อร้าน คาดว่าเจ้าของน่าเป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน ..

 
เทปม้วนใหญ่ขนาดนี้ แล้วผมจะเอาเครื่องเล่นเทปที่ไหนล่ะเนี่ยะ .. !!! / ป้ายบอกทางภายในโครงการ .. ยังมีดีไซน์เลย .. 


เส้นสายที่นำสายตาไปหา HOBS .. ถึงยามค่ำคืนเมื่อเปิดไฟแล้วคงสวยงามไม่น้อย ..

เอาล่ะ ใกล้ๆ กันถ้าเดินออกไปด้านข้างของเฟสติวัล วอล์คแค่ข้ามถนนก็จะพบกับนวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว ที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ มีของกินของใช้ให้เลือกจับจ่ายกันอีกด้วย ทั้งร้านค้า ธนาคาร คีออสที่จอดเรียงรายกันเต็มไปหมด มีสินค้าหลายหลากมากชนิด ใครใจไม่แข็งพอรับรองมีควักตังค์ซื้อกันจนหมดกระเป๋าได้ง่ายๆ เลยล่ะ


หลังคาของอาคารหลักที่อยู่ตรงกลาง .. ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่นะ ..


ถูกใจร้านไหนก็แวะเข้าไปนั่งดื่มกินกันตามอัธยาศัย .. ตกเย็นคงจะคนเยอะแน่นอน ..

จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจมาเดินที่นี่หรอก แต่เห็นแม็คโดนัลด์อยู่ข้างหน้าแล้วก็มีโปร 1 แถม 1 อยู่ด้วยเลยข้ามมาพักดื่มน้ำดื่มท่านั่งกินเฟรนช์ฟรายกันให้คลายเมื่อยเท่านั้น เลยไม่ได้เดินไปหามุมถ่ายรูปสักเท่าไหร่ เอาไว้คราวหน้าจะสำรวจอย่างจริงจังสักทีแล้วจะเอามาเขียนลงบล็อคให้อ่านกันเพลินๆ

เดี๋ยวเราไปปิดทริปนี้ที่ช็อคโกแลตวิลล์กันในตอนหน้าก็แล้วกันนะครับ ส่วนเอนทรี่นี้ผมก็ขอร่ำลากันไปด้วยมิวสิควีดีโอของน้องหลิว อาราดา กับเพลง ปัดโทะ! .. (ผมเฉลยให้แล้วน๊าาาาา ..)

มีความสุข สนุกกับชีวิตกันทุกคนนะครับ ..

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2558 เวลา 7:58 น. GMT+7 TH