Welcome Back .. Pentax Z-10 ..

เมื่อวันก่อนนั่งอ่านเวบบอร์ดที่เล่นประจำอยู่ ก็มีการพูดกันถึงกล้องฟิล์ม โดยมีคนเปิดประเด็นถามถึงว่ามีใครในบอร์ดที่ยังถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มอยู่บ้าง ก็ได้รับคำตอบว่ายังมีอีกหลายคนทีเดียวเพียงแต่จะเป็นการถ่ายเป็นครั้งคราวเพื่อรำลึกความหลังซะเป็นส่วนใหญ่

อ่านแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ อันตัวเรานี่ก็เติบโตมาในยุคของกล้องฟิล์มเหมือนกัน ยังมีความหลังฝังใจที่ดีๆ กับการล้างอัด เฝ้ารอถึงการได้เข้า DarkRoom เพื่อไปเจอกับไฟแดงๆ สลัวๆ ล้างฟิล์มกัน อัดรูปกันเอาไปใส่อ่างน้ำแล้วตากให้แห้ง เฝ้ารอดูผลงานแห่งความภูมิใจที่อุตส่าห์พากเพียรตรากตรำไปถ่ายกันมา

บางทีก็ดูไม่ได้เรื่องเอาซะเลย อันเดอร์ไปซะครึ่งม้วนล้างเสร็จแทบจะหมดกำลังใจ จะมีถ่ายได้บ้างเสียบ้างคละกันไป ตอนหัดใหม่ๆ วัดแสงก็ยังไม่แม่น เจอสภาพแสงยากๆ ก็จอดแล้ว บางทีกำลังอัดรูป เพื่อนตัวดีดันเจือกมาสายเปิดประตู LAB พรวดเข้ามา เฮ้ยยยย .. ภาพตรูดำไปครึ่งนึง เซ็งเรย หมด period เย็นนี้ต้องนัดไปเคลียร์กันหน่อยที่ร้านข้างมหา’ลัย หมดไปสองกลมแล้วกลับหอใครหอมัน เช้ามาก็พากันไปถ่ายรูปเหมือนเดิม (ฮา .. )

สมัยนั้น (ประมาณปี 2534-2535) เริ่มต้นพวกเราจะเรียนกันด้วยฟิล์มขาว-ดำ ยุคนั้นเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันจะใช้กล้องรุ่นฮิตในหมู่นักศึกษาก็คือ Pentax K-1000 นั่นเองจำได้ว่ารุ่นพี่ผู้หญิงที่สนิทกันเค้าก็ใช้ เจ้า K-1000 นี่แหละ แล้วก็แนะนำให้เราใช้กันด้วยจากรุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว ราคา (ดอนนั้น) ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 4,900 บาท (ไม่มั่นใจตัวเลข หากผิดพลาดต้องขออภัยด้วย) ส่วนคนที่มีฐานะดีหน่อยก็จะไปเล่น NIKON FM2 ส่วน Canon ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงในหมู่นักศึกษาซักเท่าไหร่

แต่ผมเองที่เป็นคนติดตามเทคโนโลยีไม่ยอมล้าสมัย ช่วงนั้นระบบ Auto Focus กำลังเริ่มเข้ามาและมีใช้กันในกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่ออกในช่วงปีนั้นแต่เป็นในระดับโปรเป็นส่วนใหญ่ สำหรับ Entry Level แล้วก็มีเจ้า Pentax Z-10 นี่แหละที่เป็นกล้อง Program และ Auto Focus ราคาตอนนั้นถ้าความจำไม่ผิดพลาดก็อยู่ที่ประมาณ 12,900 บาท แพงเลยทีเดียว

ยุคนั้นกล้องที่มีระบบโปรแกรมถ่ายภาพ (ซึ่งก็คล้ายกับโหมด A, S ในสมัยนี้) ก็จะมี NIKON FE, FE2, Canon AE-1 Program ส่วนที่มี Auto Focus ก็จะเป็นพวก MINOLTA MAXXUM 7000 แล้วยุคท้ายๆ ยังมี DYNAX 5, 7 อีกด้วย (อันนี้ไม่ชัวร์ มันนานมากแล้ว) อืมมมม .. มีอะไรอีกน๊า .. จำไม่ได้แล้ว

ส่วน OLYMPUS ต้องขอยอมครับเพราะไม่รู้เลย ไม่ใช่แฟนกบและไม่กล้าพาดพิงถึง เคยได้ยินชื่อแต่ซีรีย์ OM เป็นพวก OM-10 หรือยังไงนี่แหละ ไปถึง KODAK ก็ทำแต่กล้องป๊อกแป๊กใส่ฟิล์มกลักแบบ 110 ซะเยอะ แบบกล้อง Compact ใส่ฟิล์มม้วนแบบ 135 ก็มีในยุคหลัง

มาว่ากันถึงเรื่องฟิล์มกันบ้าง เจ้าพ่อฟิล์มยุคนั้นในระดับหัวแถวก็จะเป็น KODAK, FUJI, AGFA, KONICA ตามลำดับ เป็นยี่ห้อที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าใช้กันทั่ว มายุคนี้ก็มีล้มหายตายจากกันไปบ้าง ที่เห็นหน้ากันบ่อยๆ ในช่วงนั้นก็ AGFA กับ KONICA นี่แหละไม่แพง เพราะใช้เยอะทั้งกลุ่มถ่ายกันทีนึงก็ร่วม 10-20 ม้วนกันเลย กระดาษอัดอีก โอยยยย .. หมดตรูดกันไปตามๆ กัน (แต่ก็ดี อดเหล้าไปได้เยอะเลย) นี่ขนาดล้างกันอัดกันเองที่มหา’ลัยนะเนี่ย

 

แต่ก็ทำให้ผมติดนิสัยดีๆ จากยุคฟิล์มมาก็คือ ก่อนจะลั่นชัตเตอร์แต่ละครั้งเนี่ย เราจะต้องรอบคอบกับทั้ง foreground / background ว่ามีอะไรแปลกปลอมหลุดเข้ามาในเฟรมหรือเปล่า? ดูแสงดูเงาให้ดี องค์ประกอบ ฯลฯ แล้วกลั้นหายใจ จากนั้นบรรจงกดชัตเตอร์อย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสมัยนั้นไม่มีหรอก VR / IS / SR หรือระบบกันสั่นทั้งหลาย และที่สำคัญท่องเอาไว้เลยว่า หากพลาดแล้ว delete ไม่ได้ เข้า PS ไม่ได้ ต้องกลับมาถ่ายแก้ใหม่อย่างเดียวเลย ดังนั้นต้องพลาดให้น้อยที่สุดเพราะมันหมายถึงค่าใช้จ่ายต่อรูปที่สูงขึ้นนั่นเอง

พอผ่านมานานร่วม 20 ปีแล้ว อะไรต่ออะไรก็หลงๆ ลืมๆ กันไปบ้าง เหมือนกลับมาเริ่มหัดถ่ายรูปใหม่อีกครั้งเลย ก็ปวารณาตัวเองเป็นมือใหม่แต่หน้าเก่าๆ ของคนแก่ๆ ซะเลย (ฮึ .. ป๋มยังไม่แก่น๊า .. ยังเข้ากลุ่ม สว. ไม่ได้) เอาว่าเป็นแค่มือใหม่แต่หน้าเก่าอย่างเดียวก็พอล่ะ

แต่ดิจิตอลทำให้เราสบายขึ้นเยอะแยะ ถ่ายเสร็จสามารถมองเห็นได้เลย ไม่ต้องรอลุ้นตอนล้างอัด ผิดพลาดก็เห็นกันไปเลย แก้ไขกันเดี๋ยวนั้นเลย มีกันสั่นให้ วัดแสงผิดพลาดนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังพอแก้ไขได้ มีลูกเล่นใหม่ๆ ปรับแก้ WB ได้เห็นผลทันที เป็นอะไรที่กล้องฟิล์มหมดสิทธิ์ทำได้ ใครใช้ฟิล์มคงต้องอิจฉาไปตามๆ กัน

ถ้าเราเอาข้อดีของทั้งสองยุคสมัยมารวมกัน น่าจะทำให้การถ่ายภาพของเรามีความสุข สนุกและมีสีสันขึ้นกว่าเดิมอย่างมากแน่นอน

 

ขอพูดถึงกล้องคู่ใจของผมในสมัยนั้นซักหน่อยนะครับ

Pentax Z-10 เป็นกล้อง SLR ใช้ฟิล์ม Negative มีระบบ Program และระบบ Hyper Manual ซึ่งก็เหมือนกับโหมด A ในกล้องสมัยนี้นั่นเอง เพราะเราเลือกรูรับแสงจากที่เลนส์ แล้วกด Half Release Shutter เพื่อวัดแสง แล้วจะมีป่มให้กดแล้วจะปรับค่า Shutter Speed ให้เราโดยอัตโนมัติ มีระบบ Auto focus และสามารถ Zoom โดยใช้มอเตอร์ที่เรียกว่า PowerZoom อีกทั้งสามารถล็อคระยะซูมในระบบ Zoom Clip เพื่อรักษาขนาดของวัตถุให้คงที่เมื่อระยะเปลี่ยนไป ช่องใส่ฟิล์มมีแถบที่สามารถอ่านรหัส DX หรือ ISO ได้เพื่อใช้เป้นค่าอ้างอิงในการปรับ Shutter Speed ใน Program & Hyper Manual ทันสมัยสุดๆ เลยในยุคนั้น

ไปค้นเจอกล้องตัวนี้อยู่ในตู้เสื้อผ้าของคุณพ่อของผม ในสภาพที่ปุ่มควบคุมเลนส์แตกหักหลุดออกมากองอยู่ที่พื้น เปิดไม่ติดไม่สามารถเช็คอะไรได้เลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เลยตัดสินใจออกไปโลตัสแถวๆ บ้านเพื่อซื้อแบตเตอรี่ 2CR5 ที่ร้านอมรในราคา 180 บาท แล้วก็เดินขึ้นไปซื้อฟิล์มที่ร้านอีสบอร์นได้ KODAK GOLD200 มา 1  ม้วนราคา 95 บาท กลับมาลองใส่แบตเตอรี่ดู ปรากฎว่าระบบถ่ายภาพโดยรวมยังคงทำงานได้อย่างราบรื่น จึงเอาเลนส์มาแกะๆ ซ่อมๆ ส่วนที่เสียหายให้เข้าที่เข้าทาง สุดท้ายก็กลับมาทำงานได้เต็มระบบอีกครั้ง

กล้องตัวนี้มีประสบการณ์ที่ดีร่วมกันเยอะแยะ ดีใจมากนะที่ได้กลับมาร่วมทางกันอีกครั้ง ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะเจ้าน้องชายคนเก่ง

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ.2554 เวลา 23:15 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : APRIL GUY

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s