20130710-11 จากมฤค .. ไปเพลินวาน .. รำลึกวันวานในกาลปัจจุบัน ..

โพสนี้เป็นภาคต่อของ แบกเป้ลุยเลฯ ทั้งสองตอนที่ผ่านมา ผมทิ้งท้ายตอนที่สองค้างเอาไว้เมื่อตอนฝนหยุดตกที่หน้าค่ายพระรามหก ชีวิตยังคงต้องระหกระเหินเดินทางท่องเที่ยวกันต่อไปตามแผนการที่วางเอาไว้ให้ลุล่วง พระพิรุณจากไปแล้วแต่ดวงอาทิตย์ที่ยังแอบหลบอยู่หลังก้อนเมฆก็ยังพยายามสาดแสงสีทองเป็นลำเรืองสวยสดงดงามแหวกผ่านกลีบเมฆที่บดบังอยู่นั้นออกมาจนได้

ผมออกมายืนรอรถหวานเย็นเช่นเดิม ยังคงยึดมั่นเจตนารมณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงชาวพื้นถิ่นอย่างใกล้ชิดด้วยการปฏิบัติตามวิถีแห่งชุมชนที่คนท้องถิ่นเป็นอยู่ คราวนี้ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนจะเข้าเขตพลุกพล่านย่านการค้าเต็มรูปแบบของหัวหินนิดหน่อยก็เห็นเพลินวานตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ รถจอดส่งผมลงตรงข้ามกับเพลินวานพอดิบพอดี แต่การข้ามถนนที่นี่ไม่ใช่งานง่ายๆ นะครับ นอกจากต้องระวังรถเล็กใหญ่ที่วิ่งขึ้นล่องไปมาแล้ว พอเห็นว่ารถทางขวาว่างแล้วก็อย่าเพิ่งทะเล่อทะล่าวิ่งออกมานะครับ เพราะอาจจะเจอเข้ากับบรรดามอเตอร์ไซค์ที่วิ่งย้อนศรจากทางซ้ายมาชนกับเราได้ เพราะฉะนั้นมองขวาแล้วอย่าลืมมองซ้ายอีกทีก่อนด้วยนะครับ

หลังจากเล่นหลอกล่อเอาเถิดกับรถใหญ่ทางขวาและมอเตอร์ไซค์ทางซ้ายกันอยู่สักพัก ผมก็ข้ามถนนไปเพลินวานได้โดยปลอดภัย ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกามันบอกเวลาสี่โมงกว่าแล้วนี่ แดดร่มลมตกแบบนี้อีกสักพักก็คงจะมีประชาชนคนท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมเพลินวานกันอย่างเนืองแน่นในไม่ช้า ผมเลยรีบจ้ำอ้าวเข้ามาเก็บภาพสวยก่อนที่มุมดีๆ จะมีแต่หัวดำๆ มิหนำซ้ำยังจะมีกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติฝั่งเอเชียของรานี่ล่ะที่จะมาส่งเสียงโล้งเล้งโป้งเป๊งเดินกันให้ขวักไขว่จนคุณไม่รู้จะหาเหลี่ยมไหนแอบไปถ่ายภาพกันเลยทีเดียว(ฮา..)


ประกาศ .. ช่วยกันสนับสนุนสินค้าของแท้ด้วยนะครับ .. / ผมมาถึงก็เย็นๆ แล้ว .. แต่ดีที่คนก็ยังไม่หนาแน่นเท่าไรนัก ..

เข้าไปถึงก็เห็นร้านรวงต่างๆ เพิ่งจะจัดจะตั้งกันยังไม่เรียบร้อยดีเท่าไหร่ พาลให้เกิดความสงสัยว่ากลางวันนี่เค้าไม่ค้าไม่ขายกันบ้างหรืออย่างไร ปรากฎว่าเดินตรงเข้าไปอีกหน่อยถึงได้รู้ว่าร้านข้างในขายกันอยู่ตลอดวัน บางร้านก็เป็นที่นั่งดื่มนั่งสังสรรค์ก็คงจะขายไปยันดึกยันดื่นครึ่งค่อนคืนยังไม่ยอมเลิกกันเลยมั๊ง หลังจากเดินสำรวจเล็งมุมที่ต้องการเอาไว้ รอแสงไฟที่เค้าจะเปิดในตอนค่ำ ก็สังเกตเห็นแบตไอโฟนเจ้ากรรมกำลังจะหมด หากไม่ชาร์จให้เต็มไว้คืนนี้ขากลับถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอันใดก็จะพาลให้ติดต่อขอความช่วยเหลือใดๆ จากใครๆ ไม่ได้เป็นแน่แท้ เหลือบไปเห็นร้านกาแฟเลยปรี่เข้าไปหาอะไรดื่มแก้ง่วงสักแก้ว เต็มน้ำตาลในเลือดสักนิด ชีวิตจะได้สดชื่น ร่างกายจะได้ตื่นตัว


หน้าร้านกาแฟเพลินวาน .. / น่านั่งชิลล์มากๆ .. ยิ่งถ้าแดดร่มลมตก ร้านค้าด้านในเปิดไฟทั้งหมดแล้วยิ่งเพลิน(เมื่อ)วานกันในวันนี้แหละ ..


มีทั้งร้อน-เย็นให้เลือกสรร .. ชื่อเมนูดูมีสไตล์ ยูนีคสุดๆ .. / จะมื้อเบาแบบกินเล่นๆ หรือมื้อหนักแบบกินจริงๆ ก็มีให้สั่งกินกันอย่างครบครัน .. / บรรยากาศลายไม้แบบเก่าผสมความโมเดิร์นทันสมัย .. มันลงตัวกันได้แบบไม่ขัดหูขัดตา .. พาให้นั่งกันเพลินตั้งแต่วันวานจนวันนี้ก็ไม่มีเบื่อ ..


กาแฟรสชาติเข้มเสิร์ฟกับแพ็คเกจย้อนยุค .. ดูมีเอกลักษณ์ ..

ได้เอสเพรสโซเย็นรสชาติเข้มข้นๆ มาหนึ่งแก้ว พร้อมกับขออนุญาตน้องๆ สองหนุ่มชาร์จแบตโทรศัพท์สักชั่วโมงก่อนค่อยออกไปเดินเล่นด้านใน นั่งได้แป๊บเดียวฝนก็ลงเม็ดอีกครั้ง ระหว่างรอก็เลยเอากล้องออกจากถุง 7-11 มาเช็ดมาถูทำความสะอาดสักหน่อยหลังจากที่ไปกรำฝุ่นลุยฝนมาด้วยกันที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน(ในแบกเป้ลุยเลฯ ตอนที่สองนั่นแหละ ..) เอาภาพมาเปิดดูไปเรื่อย เลยขอถ่ายรูปสองหนุ่มหล่อใจดีแห่งร้านกาแฟเพลินวานไว้เป็นที่ระลึกและสัญญาว่าจะส่งรูปไปให้ จนทำให้เราได้เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊คอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่อีกสองคนครับ


เก้าอี้ไม้ .. ได้บรรยากาศเรโทรจริงจร๊งงงง .. ชอบจังเลยแบบเนี๊ยะ .. / กระเป๋ากล้องของผม .. ต้องพาหนีฝนไปหลบในถุง 7-11 ..


เพื่อนใหม่ของผมในวันนั้นครับ .. สองหนุ่มหล่ออัธยาศัยดี มีใจรักการบริการ ..

จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ของเพลินวาน พื้นที่ร้านค้าจะมีอยู่สามชั้น ที่เราเดินเข้าไปจากข้างหน้าทางเข้านั้นจะเป็นชั้นสอง เดินเข้ามานิดนึงจะมีบันไดขึ้นไปชั้นสามที่ส่วนใหญ่เป็นบริเวณของร้านค้าสำหรับคนชอบดื่ม แต่ถ้าเราไม่ขึ้นบันไดตรงนี้ เดินเลยเข้าไปจะพบกับสะพานอยู่ด้านซ้ายเพื่อเข้าไปสู่ตลาดเพลินวานและบันไดทางลงไปชั้นล่างอยู่ด้านขวาซึ่งจะลงไปสู่ส่วนที่เรียกว่า “ตรอกวานซืน” นั่นเอง หากเราไม่ลงบันไดตรงนี้แต่เลือกเดินข้ามสะพานไปก็จะเดินผ่านร้านค้าร้านอาหารเรียงรายไปตลอดสองฝั่งโดยมีสะพานข้ามไปมาได้ และหากเดินไปจนสุดทางก็จะมีทางลงไปสู่ลานเพลินที่สามารถเดินทางจากชั้นล่างก็ได้เหมือนกัน


มาดูด้านหน้ากันก่อน .. เดินเข้ามาก็จะเจอโซนนี้ก่อนเลย ..


ตรงไปก็จะพบกับสะพานและบันได .. คุณเลือกได้ว่าจะไปทางไหน ..?

บริเวณลานเพลินนี้ก็จะจัดเป็นแบบงานวัด มีชิงช้าสวรรค์ ปาลูกโป่ง ยิงเป้าเอาตุ๊กตา ฉายหนังกลางแปลง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ที่บ้านนอก ชอบที่สุดเวลาวัดจัดงานบุญหรือเวลามีหนังขายยามาฉายให้ดูกันฟรีๆ ที่สนามหน้าอำเภอ ผมกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันก็จะพากันหอบเสื่อหอบหมอนไปนอนดูหนังกัน รถเข็นขายผลไม้ดอง ลูกชิ้นปิ้งที่มีตะเกียงน้ำมันแบบกระป๋องใบเล็กกับยากันยุงแท่งกลมยาวใส่กระบอกสังกะสีที่มีขดลวดสปริงอยู่ด้านในเอาไว้ใส่ยากันยุงที่กำลังพ่นควันโขมงส่งกลิ่นฉุนที่คุ้นเคยลอยตลบอบอวลคละคลุ้งเคล้ากับกลิ่นไอน้ำมันจากตะเกียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว เมื่อก่อนการไปเที่ยวงานวัดหรือไปดูหนังกลางแปลงนั้น มีเงินไปแค่คนละห้าบาทก็ซื้อนู่นนี่นั่นแบ่งกันกินได้จนหนังฉายจบไปหลายเรื่อง บางคนก็นอนเล่นนอนคุยกันไปท่ามกลางแสงไฟและเสียงแผ่นฟิล์มตีกับตะแกรงเหล็กของม้วนฟิล์มจากเครื่องฉายหนังดังครึ่กครั่กจนผลอยหลับกันไปได้ยังไงก็ไม่รู้


ลานเพลิน .. เพลิดเพลินกับเกมการละเล่นสารพัดสารพัน .. เลยเล่นกันเพลินจนกระเป๋าตังค์แฟบได้แบบไม่ทันตั้งตัว ..


มาม๊ะ .. เล่นอะไรกันก่อนดีล่ะ ..?


บริเวณปากตรอกวานซืน .. เป็นลานกว้างใช้จัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ได้ดี ..

และก็เป็นเอกลักษณ์ของหนังขายยาที่เวลาฉายไปสักครึ่งเรื่อง พอถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร เป็นต้องหยุดฉายเปิดไปสว่างโร่ พร้อมเสียงโฆษกประจำรถออกมาโฆษณาสรรพคุณของยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังของเจ้านั้นๆ พร้อมโปรโมชั่นลดแหลกแจกแถมจนหลายคนหลงเคลิ้มซื้อกันไปคนละกล่องสองกล่อง ผู้ใหญ่หลายคนก็ช่วยๆ กันซื้อให้หมดๆ ไปจะได้ดูหนังกันต่อได้สักที ภาพความทรงจำแบบนี้คนรุ่นใหม่ไม่เคยได้เห็นได้รู้จักกันอีกแล้ว และที่เพลินวานนี่ก็พยายามจำลองภาพเหตุการณ์แบบนั้นที่คนในยุค Gen Y ไม่เคยเห็นให้ได้มาตื่นเต้นกับวันวานในกาลเวลาแห่งปัจจุบันนั่นเอง


หนังขายยาครับ .. ใครเคยได้ดูกันบ้างเอ่ย ..?

เอาล่ะ .. แบตเต็มพอดีเมื่อยามฝนซา พอดีกับเวลาเคารพธงชาติตอนเย็นได้ผ่านพ้นไป กล่าวลาเพื่อนใหม่แล้วออกไปย้อนยุคปลุกเร้าความเป็นเด็กที่แอบซ่อนในซอกเล็กๆ หลืบหนึ่งในความทรงจำเพื่อดื่มด่ำกับภาพจำลองของวันวานของค่ำคืนที่คุ้นเคย ภาพรอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังฉุดกระชากลากมือของผู้เป็นแม่อย่างเร่งรีบให้เข้าไปในร้านโชว์ห่วยที่เป็นห้องแถวไม้เก่าตั้งอยู่กลางตลาดในย่านการค้าของอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดหนึ่งที่ขอบด้านล่างของคมขวานทอง

พลางชี้มือเล็กๆ ไปที่ของเล่นอย่างหนึ่งที่สมัยผมเป็นเด็กเราเรียกกันว่าลูกโป่งวิทยาศาสตร์(แต่สมัยนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร) ที่เวลาจะเล่นก็ต้องคลายพับทางด้านท้ายหลอดบรรจุที่ทำจากสังกะสีแล้วเอาฟันกัดมุมให้ฉีกออกเล็กน้อย จากนั้นบีบตัวน้ำยาซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืดกลิ่นหอมฉุนออกมา แล้วเอาปลายหลอดที่แถมมานั้นไปม้วนพันด้วยน้ำยาให้รอบพอประมาณ ขั้นตอนต่อไปนี่เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยทีเดียวก็คือต้องเอาหลอดที่พันน้ำยาแล้วนั้นเข้าไปในปากเพื่อให้น้ำลายช่วยเป็นตัวประสาน จากนั้นก็เป่าที่ปลายหลอดอีกด้าน ตัวน้ำยาจะขยายตามแรงลมที่เป่าของเราจนพองขึ้นกลายเป็นลูกโป่ง หากตรงไหนรั่วก็เอานิ้วมือสองนิ้วบีบตรงรอยแตกเข้าหากันมันจะยึดติดกันเอง เคยแข่งกันกับเพื่อนๆ ว่าใครจะเป่าลูกโป่งได้ใหญ่ที่สุด มันเป็นความสนุกในวัยเด็กที่นึกถึงครั้งใดก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ทุกที ไม่รู้ว่ามีใครเคยเล่นแบบผมบางหรือเปล่า..?


ยามเมื่อหลอดไฟนับพันได้ส่องสว่าง .. เพลินวานก็เผยความสวยมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง .. แม้จะไม่ได้กลิ่นอายในวันเก่าๆ กลับมาทั้งหมด แต่ก็กระตุกความทรงจำของผมให้พริ้งเพริดบรรเจิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น ..


ถูกใจร้านของเล่นนี่แหละ .. อยากจะซื้อกลับไปนั่งเล่นคนเดียวที่บ้านซะทั้งหมดนี่เลย .. จะได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ..


นึกถึงยุค 2499 อันธพาลครองเมืองจริงๆ แฮะ .. อารมณ์มันได้ก็ไอ่ตรงรถคันที่จอดอยู่นี่แหละ .. / แวะเข้าไปเล่นชิงช้าสวรรค์กันสักหน่อยดีป้ะ ..?

ออกนอกเรื่องไปซะไกลเลย พอได้ย้อนยุคไปกับเพลินวานก็พาลนึกย้อนไปถึงตอนสมัยเป็นเด็กซะอย่างนั้น ก็พอเห็นร้านของเล่นอารมณ์สนุกสนานก็เลยพาลกลับมาชวนความเป็นเด็กให้ตื่นขึ้น มีของเล่นหลายๆ อย่างที่เด็กบ้านนอกอย่างผมชอบเล่น ตัวอย่างเช่น ไข่พลาสติกที่ต้องหยอดเหรียญแล้วหมุนๆ ในไข่ก็จะมีแหวนเล็กๆที่ทำจากลวดบ้าง แหวนพลาสติกสีสวยๆ บ้าง แล้วก็ยังมีหมากฝรั่งที่ทำเป็นรูปบุหรี่ หรือจะเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างตุ๊กตากระดาษพร้อมชุดสีสวยให้เปลี่ยนเล่นได้ โอ๊ยยย .. ของเล่นอื่นๆ อีกจิปาถะ มันเยอะซะจนอยากจะซื้อกลับมาเล่นอีกสักรอบจริงๆ เนี่ยะ


ชอบจัง .. เก้าอี้ไม้แบบที่เห็นตามสถานีรถไฟ .. มันได้อารมณ์ย้อนยุคจริงๆ .. / ขนมไทยๆ หาซื้อกินได้ที่นี่ ..


คอเพลงเก่าก็มีให้เลือกซื้อกลับไปฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ .. / เครื่องดนตรีก็มีขายจ้ะ .. / ขนมปัง .. ก็ขนมปังนั่นแหละ .. ไม่รู้จะเขียนแคปชั่นยังไง .. ฮ่าๆๆ


ข้าวปลาอาหารทั้งหวานคาว .. ขนูกขนมสารพัดให้เดินเลือกซื้อกินกันไม่หวาดไม่ไหว .. ไม่อ้วนก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะครับ ..

จากของเล่นก็มาถึงของกินกันบ้าง ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมถังแตก ขนมปังสารพัดชนิด ร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว สุกี้ ราดหน้า น้ำแข็งไส เลยไปจนถึงร้ายขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา ร้านนาฬิกา ร้านถ่ายรูป ร้ายขายแผ่นเสียง/ซีดี(สมัยก่อนมันมีแผ่นซีดีด้วยเร๊อะ) ร้ายขายเครื่องดนตรี ย้อนกลับไปด้านหน้าก็มีรถคีออสเรียงรายขายสารพัดโดยมากก็เป็นเสื้อผ้า กระเป๋า กิฟท์ช๊อป กล้วยทอด น้ำตาลปั้น ไอศครีมกระทิสด ฯลฯ


วันนี้ท้องฟ้าไม่สวยเพราะฝนเพิ่งจะหยุดตก .. แต่ชอบรถคันนี้เลยขอเก็บภาพเอาไว้สักหน่อย ..


เข้าไปถ่ายรูปกัน .. เค้ามีชุดให้เปลี่ยนแบบนี้ด้วยนะ .. ใครคลั่งไคล้ เดอะ บีทเทิ่ล ต้องไม่พลาดครับ ..

ช๊อตเด็ดของด้านหน้าคงหนีไม่พ้น “น้ำมะเน็ต” เครื่องดื่มรสซ่าแบบไทยๆ ในสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “เลมอนเนต” ในภาษาอังกฤษเสียมากกว่า เป็นน้ำหวานสีสันสดใสหลากหลายรสชาติในโถแก้วรูปสี่เหลี่ยมทรงสูงตั้งเรียงรายป็นที่สะดุดตาเชิญชวนให้มาลองลิ้มชิมรสสัมผัสความซ่าส์สดได้เต็มทุกหยดทุกแก้ว เป็นน้ำอัดลมแบบไทยแท้ๆ ที่ไม่ต้องติดแบรนด์ใหญ่ก็ขายกันได้มานานโดยไม่ต้องลงทุนโฆษณาด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างเช่นทุกวันนี้


นี่แหละครับ .. น้ำมะเน็ต .. ซ่าส์กันแบบไทยๆ ไม่ต้องไปเสียเงินให้ต่างชาติให้ขาดดุล ..

อัมที่จริงแล้วเพลินวานมีมุมเด็ดๆ ให้คนชอบถ่ายรูปได้เก็บภาพสวยกลับไปอวดคนที่บ้านได้เยอะแยะ หรือแม้แต่หนุ่มๆ จะพานางแบบส่วนตัวมาด้วยก็คงได้คะแนนพิสวาสไปไม่ใช่น้อย เพราะคุณเธอจะได้ภาพสวยย้อนยุคตามเทรนด์วินเทจที่กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจในหมู่คนรุ่นใหม่ในขณะนี้ แม้แต่กับเพื่อนฝูงที่มากรี๊ดกร๊าดเซลฟี่กันเป็นกลุ่มก็เป็นกิจกรรมสนุกสนานน่าดูชมไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบนั่งชิลล์ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยกับเครื่องดื่มเบาๆ เค้าก็มีร้านให้หนุ่มๆ อย่างเราๆ ที่มีหน้าที่นั่งรอสาวๆ เดินช๊อปปิ้งได้มีที่ดื่มที่ดริ๊งค์กันเป็นการฆ่าเวลา หรือจะเฮฮาไปตามประสาคนโสดที่โดดงานหนีมาเที่ยวบินเดี่ยวโดยลำพังอย่างผมก็ยังได้เพลิดเพลินเจริญตากับสาวๆ น่ารักที่เดินเที่ยวเดินเล่นกันให้ขวักไขว่ทั้งไทยทั้งต่างชาติ


เลือกมุมสวยถ่ายรูปกันได้ .. / ถนนสายนี้ มีเรโทร .. โอ้โฮ .. มันใช่เลยยยย ..


มุมสวยก่อนขึ้นบันไดไปนั่งชิลล์ของบรรดาคนชอบดื่ม .. / รูปดาราสองคนที่เห็นไกลๆ นั่นใครน๊าาาา หน้าคุ้นๆ ไหม .. แต่ผมเกิดไม่ทันยุคทองของพวกเค้าหรอกครับ ..???


พอตกกลางคืน .. ร้านรวงเริ่มเปิดไฟ เพลินวานก็จะสวยไปอีกแบบ .. เสน่ห์แห่งแสงไฟที่เชิญชวนให้หันไปมอง ..


บรรยากาศแห่งวันคืนใต้ผืนฟ้าที่โปรยปรายด้วยแสงไฟจากหลอดไส้ในยุคก่อน ขับให้แสงสวยโทนอุ่นพร่างพราวไปทั่วเพลินวาน ..

ไม่ได้ค่าโฆษณาแล้วจะมาโปรโมทมากไปก็กระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าตรูเป็นหน้าม้า แต่ส่องกระจกดูหน้าตัวเองทีไรก็ไม่ได้หน้ายาวนี่นา แต่ทำไมใครๆ ชอบว่าหน้าเป็นม้าอยู่เรื่อย ผมไปเที่ยวทุกที่ไม่เคยมีสปอนเซอร์มาจ่ายค่าเดินทางค่าที่พักให้เลยสักครั้ง ทุกบาททุกสตางค์มาจากกระเป๋าแบนๆ ใบเก่าที่เฝ้าติดตัวมาหลายปี จะเที่ยวแต่ละทีต้องวางแผนกันให้ดีไม่อย่างนั้นมีหวังกินมาม่ากันทั้งเดือนเอาได้ง่ายๆ(ฮา ..) แต่จะทำยังไงได้ ก็ในเมื่อใจมันอยากเที่ยว จะอดมื้อกินสองมื้อก็ต้องพาร่างกายออกไปเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเติมเรื่องราวเติมไฟให้หัวใจที่กำลังอ่อนล้าได้กลับมาสู้ต่อไปได้อีกครั้งอย่างมั่นคง


มุมนี้สำหรับสิงห์อมควันนะครับ ..  / เก้าอี้นั่งด้านหน้าทางเข้าในยามนี้กลับดูสวยงามขึ้นมาถนัดตา หลังจากที่เมื่อเย็นผมมองผ่านเลยไปไม่ใยดี ..


แสงโสม .. สุราไทยเหรียญทอง .. ถัดไปก็เป็นที่สำหรับใครๆ ที่ปวดชิ้งฉ่องก็รีบพาน้องไปยิงกระต่าย หรือถ้าข้าศึกกำลังบุกทลายประตูหลัง ก็ควรรีบไปนั่งด้านในแต่โดยดี ..


มุมนี้ที่ใครๆ ก็ชอบมาเก็บภาพประทับใจกลับไปบ้าน ..


บอกลาเพลินวานด้วยรูปด้านหน้ายามเวลาค่ำคืน .. แล้ววันหนึ่งจะพาตัวเองกลับมาหวนคืนรื้อฟื้นอดีตที่นี่กันอีกครั้ง .. ผมสัญญา ..

แฮ่ๆๆ .. นอกเรื่องอีกแล้วสิตรู .. เอาล่ะตอนนี้ก็ย่างเข้าสู่เวลาแห่งค่ำคืนกันแล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกันเสียที ถ้าขืนช้าไปกว่านี้ก็จะไม่มีรถตู้ให้ได้กลับเป็นแน่ เพราะถ้าพลาดรถตู้เที่ยวสุดท้ายก็ต้องรอรถทัวร์ที่วิ่งขึ้นมาจากทางใต้แต่เพียงสถานเดียวและปลายทางที่สายใต้ก็จะลำบากมากมายในการหารถกลับบ้าน ยังดีที่ผมออกมาทันรถตู้กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์คันสุดท้ายพอดี มีที่นั่งเหลือให้นั่งสบายๆ หลายที่ เลยได้อาศัยนอนหลับกลับมาตื่นอีกทีก็ตอนที่คนขับเลี้ยวขวับเข้าไปเติมแก๊สก่อนถึงถนนกาษจนาภิเษกเล็กน้อย ที่ต้องตื่นลืมตาเพราะเค้าบอกว่าให้ลงจากรถก่อนมันเป็นกฎของปั๊มแก๊ส ผู้โดยสารเลยได้ลงไปยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำห้องท่าช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี จากตรงนี้ก็อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะน่าถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งจากตรงนั้นผมก็จะมีรถเมล์หลายสายให้ได้เลือกใช้บริการ สะดวกกว่าต้องหารถมาจากขนส่งสายใต้(ใหม่ .. ที่ใหม่กว่าสายใต้ใหม่เดิม .. งงป้ะ..?)ที่อยู่แถวพุทธมณฑลเยอะแยะ


จอดเติมแก๊สแถวๆ ถนนกาญจนาภิเษกครับ .. เลยตื่นมาเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาซะเลย ..


ขึ้นรถเมล์กลับบ้านครับ .. / ดึกดื่นครึ่งคืนแล้ว ถนนลาดพร้างบริเวณแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ก็ยังมีรถติดไม่สร่างซา เป็นถนนที่ไม่เคยหลับจริงๆ .. / มาถึงตลาดบางกะปิก็ต้องเดินๆๆๆ มาต่อรถอีกสายนึงเพื่อจะไปให้ถึงบ้านเสียที ..

สุดท้ายปลายทางหลังจากผมยืนรอรถเมล์อยู่เป็นเวลาร่วมชั่วโมงก็ได้ขึ้นรถกลับบ้านเสียที และแล้วฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง ฟ้าแลบแปล๊บๆ ส่งเสียงคำรามครืนๆ ตลอดเวลา คงเป็นการต้อนรับผมกลับบ้านหลังจากที่ส่งผมไปเที่ยวเมื่อสองวันก่อนด้วยพายุฝนเช่นกัน ภาพสุดท้ายก่อนเดินเข้าบ้านระบุเวลาในเมต้าดาด้าที่ 01:30 น.ของวันใหม่

ขอบคุณที่ได้ติดตามอ่านกันมาถึงสามตอน วันนี้ขอตัวไปพักผ่อนสักสอง-สามชั่วโมงก่อนจะตื่นมาเริ่มชีวิตวันใหม่ในความเป็นจริงกันอีกครั้ง มีความสุขกับการใช้ชีวิตกันทุกคนนะครับ ..

คลิ๊กที่นี่เพื่อชมภาพทั้งหมดของทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:38 น.

Advertisements

20130710-11 แบกเป้ลุยเล .. ก่อนไปเตร่ที่ .. มฤคทายวัน .. ตอนที่ 1

รีบเก็บตกอีกสักหนึ่งทริป .. สองวันกับสามที่หมายบนถนนสายเดิมที่คุ้นเคย ทริปนี้ขอเดินทางแบบลุยๆ สักหน่อย ไปรถตู้จะได้ดูวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นได้เต็มตา ไม่ต้องมาพะวงเรื่องอื่น แค่นั่งไปแล้วถ่ายรูปได้ตามใจปรารถนาสบายอุราดีแท้หนอเรา

เริ่มต้นกันที่เช้าวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2556 เหมือนจะเป็นวันที่ดีนะ แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด มีเรื่องให้ใจต้องหงุดหงิดอีกจนได้ เมื่อบางคนไม่จริงใจโกหกกันได้ทุกคำทุกค่ำเช้า ร่างกายเลยต้องเศร้ารบเร้าเรียกหาทะเลขึ้นมาแบบกระทันหัน เป้ใบเล็ก เสื้อผ้าหนึ่งชุด กระเป๋ากล้องหนึ่งใบ แล้วออกไปตามล่าหาสิ่งที่ชอบ(ไม่ใช่ให้ไปที่ชอบๆ นะค๊าบบบ.. ฮ่าๆๆ)


ผมเป็นคนง่ายๆ ไม่ต้องการอะไรปรุงแต่งให้เยอะแยะ .. เป้ใบเล็กกับเสื้อผ้าชุดเดียวก็เพียงพอแล้ว / คันนี้แหละครับ .. พี่เค้าขับได้ชวนให้เมารถมากๆ กระชากวืดวาดๆ ตลอดทาง เวียนหัวแทบแย่ ขนาด Fast 7 ยังต้องชิดซ้ายไปเลย ..

ลุยไปตามใจฝัน ก้าวออกจากรังนอนอันอบอุ่นไปยืนรอรถเมล์ สี่สิบห้านาทีผ่านไปยังไม่ได้ขึ้นรถเลย .. อุเหม่ .. ทำไมมันถึงนานขนาดนี้นะ ขณะที่เกือบจะเปลี่ยนใจรถเมล์สาย 36ก ก็ห้อตะบึงมาราวม้าศึกที่กำลังคึกคักจนโบกกันแทบจะไม่ทัน โชเฟอร์กดเบรคอย่างแรง รถจอดตรงหน้าป้ายตรงเป๊ะพร้อมกับฝุ่นที่ตลบอบอวลท่วมกันทั่วถึง เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ป้ายรถเมล์ต่างสำลักฝุ่นกันไปคนละอึกสองอึก ผมรีบกระโดขึ้นอย่างรวดเร็วกลัวพี่โชเฟอร์จะเปลี่ยนใจออกตัวไปซะก่อนเดี๋ยวจะอดไปกันซะเปล่าๆปลี้ๆ


ติดอยู่ที่ตลาดบางกะปิ .. รอ ร๊อ รอออออ .. ไฟก็ไม่เขียวซ๊ากกกกที .. / เข้ามาห้วยขวางแล้วครับ .. / กำลังจะออกมาแยกโบสถ์แม่พระฯ

หลังจากฝ่าการจราจรที่ติดขัดราวกับเกิดจราจลของท้องถนนย่านรามฯ-ห้วยขวาง ประมาณบ่ายโมงพี่โชเฟอร์สุดหล่อก็พาผมมาจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยปลอดภัยแบบมีโปรโมชั่นแถมความเร้าใจให้ลุ้นระทึกตลอดเส้นทาง ลงรถได้อยากจะก้มลงไปกราบขอบคุณฟ้าดินที่ช่วยให้ลูกช้างพาชีวิตรอดพ้นภยันตรายมาถึงที่หมายได้โดยไม่มีบาดแผลทั้งกายใจ .. Fast 7 ที่ว่าแน่ยังต้องแพ้คุณพี่โชเฟอร์คนนี้เลย .. สุดยอดแท้หล่าววว ..


เย้ๆๆๆ .. ถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ แล้ว .. สวรรค์ทรงโปรด .. แทบจะอาเจียนเพราะอาการเมารถนี่แหละ .. เง้อออออ ..


ท่ารถตู้ที่หน้าห้างเซนจูรี่ .. ซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งรอบนรถ .. / ทยอยกันขึ้นมาเป็นเพื่อนร่วมทางของผมกันเรื่อยๆ ครับ ..

จากนั้นก็เดินเตร่ไปเรื่อยจนถึงห้างเซนจูรี่อันเป็นที่พำนักพักอาศัยของเหล่าพี่ๆ รถตู้โดยสารประจำทาง อยากไปไหนพี่จัดให้ แต่ช่วยรอพี่หน่อยนึงนะขอเพื่อนร่วมทางเยอะๆ ก่อนสัก 13-14 คน พี่จะรีบขับไปส่งให้ถึงปลายทางโดยพลัน เที่ยวนี้ออกประมาณบ่ายสอง อ๊ะ .. ยังมีเวลาถ้าอย่างนั้นเราไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเพราะจะต้องเดินทางไกลอีกหลายชั่วโมง ก่อนจะมาซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งรอบนรถ ผมเลือกเบาะหลังสุดด้านซ้าย สักพักพอได้เพื่อนร่วมทางเต็มคันรถ ก็ได้เวลาล้อหมุนออกเดินทาง โบกมืออำลาเมืองกรุงเพื่อมุ่งหน้าสู่ทะเลชะอำกันสักสองวันนะ


รถออกแล้วครับ .. / กำลังจะขึ้นสะพานพระราม 9 / ผ่านแยกวังมะนาวมาแล้ว .. ตื่นมาถ่ายรูปทันพอดี .. แต่ …………

ครั้นพอรถตู้ลงจากทางด่วนดาวคนองท้องฟ้าก็เริ่มขมุกขมัว เมฆดำเริ่มก่อตัวสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายฝนห่าใหญ่ก็เทลงอย่างไม่ลืมหูลืมตาก่อนจะถึงเพชรบุรีเล็กน้อย หมดโอกาสจะได้ถ่ายรูปสองข้างทางอย่างทางวางแผนเอาไว้เลยเปลี่ยนใจมาพักสายตาสักงีบดีกว่า อีกราวๆ สักชั่วโมงก็คงจะถึงชะอำ


ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมาซะขนานใหญ่ .. เฮ้ออออ ..


ถ่ายอะไรไม่ได้เลยนอกจาก เม็ดฝนปนน้ำกระเซ็น .. / เลยได้มาแค่เนี๊ยะ ..


ถึงแล้ววววว .. ชะอำ .. แต่ท้องฟ้ามันอึมครึมเหลือเกิ๊นนนนน .. สีสันก็พลอยจางหายไปจากชีวิตเลย ..

เป็นไปตามที่คาด สี่โมงเศษๆ รถก็จอดนิ่งสนิทที่วินรถตู้ที่ตั้งอยู่บนถนนก่อนถึงริมหาดประมาณสามร้อยเมตร ฝนเพิ่งจะหยุดตกได้ไม่นาน อากาศไม่ร้อนมีลมทะเลอ่อนๆ พัดเย็นสบาย ผมเดินเรื่อยไปตามทางมุ่งหน้าลงไปที่ริมหาดเข้าไปไหว้ศาลของพระบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ อันเป็นพระบิดาของบ้านชะอำที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของลานกิจกรรม และตามคอนเซ็ปของผม เราลองมารู้จักประวัติคร่าวๆ ของพระองค์ท่านกันสักนิดนะครับ

narathip-praphunpong

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าวรวรรณากร” เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 56 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเขียน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2404

พระองค์เจ้าวรวรรณากร ทรงเริ่มรับราชการที่หอรัษฏากรพิพัฒ เป็นพนักงานการเงินที่ฝากแบงค์ต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์”

สมัยที่ทรงพระเยาว์ สนพระทัยศิลปะ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ และภาษา รวมทั้งภาษาอังกฤษจนถึงขั้นอ่าน เขียน และแปลได้คล่องแม้จะมิได้เสด็จออกไปศึกษาต่างประเทศ เมื่อเจริญพระชนม์ขึ้นทรงเริ่มรับราชการในด้านการคลัง เมื่อปี พ.ศ. 2432 ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ

ราชการพิเศษที่ทรงได้รับมอบหมายคือเป็นนายด้านปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำบานซุ้มประตูโดยรอบพระพุทธปรางค์ปราสาท (ปราสาทพระเทพบิดร) และพระศรีรัตนเจดีย์สลักเป็นรูปเสี้ยวกางลงรักปิดทองทำขึ้นใหม่ และปั้นประดับกระเบื้องก่ออิฐฐานยักษ์ยืนประตูหนึ่ง ต่อมาเป็นกรรมสัมปาทิกหอพระสมุดวชิรญาณ และใน พ.ศ. 2434 เป็นสภานายก

นอกจากจะทรงควบคุมกิจการโรงละครปรีดาลัยและพัฒนารูปแบบการแสดงละครร้องแล้วยังทรงพระนิพนธ์บทละครแบบใหม่และงานประพันธ์อื่นๆ อีก ทั้งที่เป็นร้อยกรองและร้อยแก้ว ต่อมาในปี พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์” มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มกุฏวงศ์นฤบดี มหากวีนิพันธนวิจิตร ราชโกษาธิกิจจิรุปการ บรมนฤบาลมหาสวามิภักดิ์ ขัตติยศักดิ์อดุลพหุลกัลยาณวัตร ศรีรัตนไตรย์คุณาลงกรณ์ นรินทรบพิตร”

พระนิพนธ์ของท่านมีทั้งงานแต่ง งานแปลและงานแปลจากภาษาอังกฤษเช่น อาหรับราตรี รุไบยาดและเรื่องสั้นในวชิรญาณวิเศษ โดยใช้พระนามแฝงหลายพระนามเช่น ประเสริฐอักษร หมากพญา พานพระศรี พระศรี เป็นต้น

พระ นิพนธ์ บทละคร พระลอ มหาราชวงศ์พม่าแผ่นดินพระเจ้าสีป่อมินทร์ สาวเครือฟ้า พระยาเดโชแข็งเมือง พันท้ายนรสิงห์ ไกรทอง วันทองห้ามทัพ อีนากพระโขนง ฯลฯ

กลอน นิยายอาหรับราตรี นิราศนราธิป นิราศไทรโยค ฯลฯ

โคลงลิลิตดั้นตำนานพระแท่นมนังคศิลาบาตร ปฐมภาค โคลงภาพรามเกียรติ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ห้องที่ 24 – 285 รวมโคลง 56 บท เนื้อความตั้งแต่นางสำมะนักขามาฟ้องทศกัณฐ์จนถึงหนุมานถวายตัว รุไบยาด ของ ฮะกิม มาร์ คัยยาม โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ประกอบรูปที่ 2 แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร ภาพตีเมืองเชียงใหม่ รูปที่ 3 ภาพตีเมืองละแวก รูปที่ 56 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ ภาพพันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต รูปที่ 70 แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ภาพอะแซหวุ่นกี้ดูตัวเจ้าพระยาจักรี ฯลฯ

และคำฉันท์ เฉลิมเกียรติ์คำฉันท์ ฯลฯ


ไปไหว้สักการะศาลของพระองค์ท่าน .. มาเที่ยวบ้านท่านก็ควรจะบอกกล่าวฝากเนื้อฝากตัวให้ท่านช่วยดูแลจะได้แคล้วคลาดปลอดภัย การเดินทางราบรื่น ..

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ประชวรพระโรคพระอันตะ(ลำไส้ใหญ่)และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2474 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมพระชันษาได้ 70 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล “วรวรรณ”

หมายเหตุ – คัดย่อจาก “นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 2 ชื่อผู้แต่ง จัดทำโดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ผู้เรียบเรียง ..หญิง สุมาลี วีระวงศ์


ขึ้นไปยืนสูดอากาศสดชื่นหลังฝนตก .. ลมทะเลพัดเย็นชื่นใจ ช่วยบรรเทาความเศร้าลงไปได้เยอะเลย ..

หลังจากสักการะศาลของพระองค์ท่านแล้ว ก็เดินเข้าไปที่ลานเพื่อยืนรับลมทะเลสูดอากาศยามเย็นหลังฝนตกเติมพลังให้ร่างกายสดชื่นอีกครั้ง ประสาทรับกลิ่นในโพรงจมูกได้สัมผัสรับรู้ถึงกลิ่นคาวเค็มที่คุ้นเคยอันเป็นเอกลักษณ์แห่งท้องทะเล ลมทะเลยามเย็นพัดอ่อนๆ พัดพาเอาไอเค็มแทรกผ่านไปทั่วสรรพางค์กายทิ้งเอาคราบเหนียวเหนอะของอณูแห่งเกลือเกาะเกี่ยวอยู่กับร่างกาย แต่นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของทะเลที่ยังคงผูกสร้างความประทับใจให้หลายคนต้องดั้นด้นกลับมาเยือนทะเลทุกครั้งเมื่อมีโอกาส


ไปเที่ยวก็ลองอ่านๆ กันบ้างนะครับ .. จะได้รู้ที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆ ด้วย .. / แสงไฟใต้หยดน้ำ จะสาดแสงส่องสว่างให้ทุกชีวิตได้ปลอดภัย อุ่นใจถ้ามีไฟสว่างอยู่เป็นเพื่อน ..


ฝนหยุดตก นักท่องเที่ยวก็เริ่มออกมาเล่นน้ำทะเลกันแล้ว ..

ภาพของหาดทราย สายลมและสองคนที่เคลียเคล้าพะเน้าพะนอหยอกล้อต่อกระซิกเสียงดังกันอย่างสนุกสนาน พาลให้คลื่นลมอิจฉาจนต้องกรีดเสียงหวีดหวิวปลิวพัดให้คลื่นสาดซัดกระทบหาดทรายดังซู่ๆ เพื่อจะได้กลบเสียงที่เสียดแทงอารมณ์เช่นนั้นให้มันเงียบไป ทะเลมีหลายอารมณ์ไม่แตกต่างจากใจคนที่มีหลายคนอยู่ในใจ ทะเลไม่เคยหลับใหลฉันใด ใจคนก็ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีฉันนั้น(มันเกี่ยวกันตรงไหนฟร๊ะ .. ไม่ใช่เรื่องดราม่าซักหน่อยนิ .. ฮี่ๆๆๆ)

ขออภัยครับ .. อารมณ์มันพาไปเพราะหัวใจคิดถึงทะเลอีกแล้ว .. กลับมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า


สาวๆ ก็เตรียมตัวเซลฟี่ ..

หลังจากถ่ายรูปท้องฟ้ามัวซัว แสงสีที่หดหายไปตามแสงแดดที่มีน้อย สเปคตรัมของแสงก็เลยไม่เผยเฉดสีให้เห็นมากนัก นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมเวลาไม่มีแดดแล้วสีของภาพมันจะตุ่นๆ ไม่สดใสเหมือนเช่นเคย ผมก็เก็บเอาบรรยากาศของทะเลยามเศร้าบันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำเหงาๆ อีกคราว ฝนหยุดแล้วผู้คนเริ่มออกมาเล่นน้ำกันให้เห็นบ้างแล้ว ส่วนตัวผมก็คงต้องตระเวณหาที่พักอาศัยจะได้มีที่หลับนอนสำหรับคืนนี้กันก่อน วันพุธกลางสัปดาห์แบบนี้ห้องพักคืนละ 300 บาทหาได้ไม่ยาก มีครบทั้งแอร์, ตู้เย็น ผมได้ที่พักติดหน้าหาดเลยในราคาที่บอกนี่แหละครับ


ที่พักของผมในคืนนี้ครับ .. / ถ้าไม่เรื่องมากกับชีวิต แค่นี้ผมก็นอนได้สบายๆ แล้วครับ .. ไม่จำเป็นต้องหรูหราอะไรมากมาย ..


ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย แค่นี้ก็อิ่มได้ครับ เรื่องกินไม่เคยเรื่องมาก .. / ถึงจะกินเพื่ออยู่ แต่ปลาหมึกนี่ตรูขอเถอะนะ .. ถึงจะแพงหูฉี่แต่พี่ก็ซื้อ .. ฮี่ๆๆ

รีบเก็บของเข้าห้องแล้วก็คงต้องหาอะไรเติมลงไปในกระเพาะบ้างแล้ว ทั้งวันเพิ่งกินกาแฟไปแก้วเดียว ออกมาข้างหน้าที่พักหันรีหันขวางอยู่สักพักก็ไปเจอเข้ากับที่พึ่งยามยาก 7-11 ของเจ้าสัวซีพีที่ยังไงก็มีอะไรให้ใส่ท้องแน่ๆ เลยแวะเข้าไปหาเสบียงมื้อเย็นแล้วก็เผื่อไว้มื้อเช้าด้วยเลย เพราะกว่าจะตื่นก็คงสายๆ จะได้ไม่ต้องหาอะไรทานกันให้ยุ่งยากอีก

กลับเข้าห้องฝนก็กระหน่ำลงมาอีกครั้งแบบไม่ลืมหูลืมตา เลยต้องซุกตัวหนีหนาวอยู่ในผ้าห่ม ข้างๆ ตัวก็เอาเป้วางไว้ กระเป๋ากล้องโยนไปตามเรื่อง หลับไปก่อนสักงีบสำหรับค่ำนี้ เดี๋ยวดึกๆ ค่อยออกไปเดินหาปลาหมึกสดตัวโตๆ มากินเล่นก่อนจะจดบันทึกการเดินทางสำหรับวันนี้


อุ่นใจเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ใกล้ๆ ปลอดภัยไร้อาชญากรรม .. / ร้านอาหารนี้น่านั่งดื่มชิลล์ๆ นะ .. แต่ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์นี่สิ .. งั้นเอาชาเขียวไปชิลล์คนเดียวที่ริมทะเลแทนดีกว่าเนอะ ..

เขียนไปเขียนมา มัวพร่ำพรรณาอยู่นั่นแหละเลยยังไปไม่ถึงพระราชวังแห่งความรักและความหวังสักที เริ่มจะยืดยาดยาวเหยียดตามสไตล์เพ้อเจ้ออันเป็นแบบฉบับของผม(แฮ่ๆ .. มันแก้ไม่ได้ซ๊ากกกที พอได้เขียนปุ๊บ ออกอาการทันที) ดังนั้นขออนุญาตยกยอดไปตอนที่สองในโพสหน้าก็แล้วกันนะครับ


ทักทายเจ้าถิ่นเสียหน่อย .. เลยต้องเสียหนวดปลาหมึกไปหลายชิ้นเป็นค่าคุ้มครอง .. ฮ่าๆๆ

คลิ๊กที่นี่เพื่อแวะไปชมภาพของทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2558 เวลา 18:20 น.

20130710-11 แบกเป้ลุยเล .. ก่อนไปเตร่ที่ .. มฤคทายวัน .. ตอนที่ 2

กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ตอนที่แล้วโม้มากไปหน่อย เลยยังไปไม่ถึงที่หมายเสียที หมดแรงซะก่อนต้องนอนชะอำไปเสียหนึ่งคืน เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สบายๆ ทริปจริงจริ๊งงงง ตามสโลแกนประจำตัวผมที่ว่า “เที่ยวไปเรื่อย เมื่อยก็หยุด” (ฮ่าๆๆ ..)

มาต่อกันเลยดีกว่า อย่าได้ปล่อยให้ผมได้พร่ำ เพราะเดี๋ยวจะมัวแต่พาย่ำอยู่กับที่ โพสนี้จะพลอยยืดยาวกันอีก เขียนไม่ต้องจบกันพอดี ..

หลังจากที่เมื่อคืนเอาแบงค์ร้อยหนึ่งใบไปแลกปลาหมึกตัวย่อมๆ ขนาดประมาณฝ่ามือเด็กประถมมาได้สองตัว อร่อยปากสบายท้องนอนหลับปุ๋ยไปท่ามกลางสายฝนพรำกระทบหลังคาด้านหลังห้องพักเสียงดังจั่กๆๆ ฟังเพลินระเริงหูหลับคุดคู้จนตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทันเลยพลาดไปอีกวันแล้วสิเรา ลืมตาตื่นมาก็เก้าโมงเช้ารีบจัดการธุระปะปังส่วนตัวให้เรียบร้อยเพราะวันนี้ผมมีหมายกำหนดการส่วนตัวเอาไว้ว่าจะต้องไปให้ได้สองที่แล้วจะกลับกรุงเทพฯ ในค่ำคืนนี้เลย จะมัวมาเถลไถลอยู่ไม่ได้มิฉะนั้นตารางเวลาที่วางไว้คงจะคลาดเคลื่อนไปจนผิดแผนแน่นอน ด้วยเหตุนี้เสบียงที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงถูกจัดการเป็นที่เรียบร้อยแบบรีบๆ คืนกุญแจรับมัดจำแล้วไปออกไปเก็บภาพทะเลตอนสายอีกสักนิด


แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาวันใหม่ .. ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ..


ทั้งที่แดดเปรี้ยงๆ .. แต่เค้าก็นอนหลบแดดอยู่ในซอกหินแบบสบายๆ .. / ปูลมตัวเล็กๆ เห็นเด็กๆ ชอบวิ่งไล่จับเอามาเล่นกัน .. ปล่อยไปเถอะครับ เพราะนี่คือหนึ่งในห่วงโซ่อาหารที่คัดสรรโดยธรรมชาติมาอย่างดีแล้ว

สายวันนี้แดดร้อนเปรี้ยงดีแท้ผิดกับเมื่อเย็นวานราวฟ้ากับเหว ออกสำรวจริมหาดท้าแดดลมของทะเลชะอำสักนิด จะได้หาข้อมูลการเดินทางไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวันอันเป็นจุดหมายแรกของวันนี้จากคนพื้นที่สักหน่อย เพราะนี่เป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเป็นครั้งแรกของผมด้วยเลยต้องมีการสืบเสาะเคาะหาข้อมูลเพิ่มเติมสักนิดจนได้คนใจดีแถวนั้นช่วยกันบอกช่วยกันอธิบายด้วยความเป็นมิตรและไมตรีจิตให้กับนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวเช่นผม จนได้ความว่าจากริมถนนใหญ่(ก็ถนนเพชรเกษมนั่นแหละ..) มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างเพชรบุรีไปปราณบุรีมาเป็นระยะๆ แล้วก็ยังมีรถตู้โดยสารกรุงเทพฯ-หัวหิน-ปราณฯ ก็สามารถไปได้เหมือนกัน ไปลงที่หน้าค่ายฯ ได้เลย


หันมาจับปูตัวนี้แทนดีป้ะ ..? / ป้ายรถประจำทางครับ .. รอรถกันได้ที่นี่ ..

ผมกล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับและความช่วยเหลืออย่างอบอุ่นจากชาวบ้านชะอำ พร้อมกล่าวคำอำลาและให้สัญญากับตัวเองว่าผมจะกลับมาเยี่ยมเยือนทุกคนที่นี่อีกครั้งเมื่อมีโอกาสอย่างแน่นอน จากนั้นเรียกพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่จอดรออยู่แถวนั้นให้ช่วยไปส่งที่ป้ายรถประจำทางริมถนนใหญ่ด้วยสนนราคาที่ไม่น่าประทับใจต่างจากความรู้สึกที่ได้รับจากริมทะเลเมื่อสักครู่นี้โดยสิ้นเชิง แต่ไม่เป็นไรผมถือว่าต่างคนต่างหากินกันไปตามประสาแค่อารมณ์สะดุดเล็กน้อยเท่านั้น

รอรถอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง มีรถตู้มาครับแต่ผมอยากนั่งรถหวานเย็นที่วิ่งระหว่างอำเภอแบบนี้ จะได้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างออกไปนะครับ คนท้องถิ่นจะใช้บริการรถแดง(รถหวานเย็นที่ผมเรียกนั่นแหละครับ..)มากกว่า ผมสามารถจะสอดส่องเฝ้ามองชีวิตประจำวันของคนพื้นถิ่นได้อย่างใกล้ชิดมากกว่า ด้วยความที่รถประจำทางแบบนี้จะวิ่งค่อนข้างช้าไม่รีบเร่ง โอกาสที่จะได้ซึมซับบรรยากาศโดยรอบจะมีมากกว่า มีชาวบ้านขึ้น-ลงตลอดทางทำให้ได้เจอได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา ได้แลกเปลี่ยนสื่อสารปฏิสัมพันธ์ต่อกันเป็นการเรียนรู้บางสิ่งที่ไม่ได้มีโอกาสได้พบเห็นจากในหนังสือหรือตำราทางวิชาการเล่มหนาที่ผู้แต่งตั้งใจเขียนให้อ่านด้วยภาษาไทยที่แม้จะแปลเป็นไทยอีกรอบก็ยังเข้าใจยากอยู่เช่นเดิม(ฮา ..)

รถหวานเย็นของผมจอดนิ่งสนิทเลยค่ายไปนิดเพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมจะไปลงค่ายทหาร แต่พระราชนิเวศน์ฯ ตั้งอยู่ในค่ายพระรามหก อันเป็นค่ายตำรวจตระเวณชายแดนต่างหาก เดินย้อนกลับมานิดหน่อยพอเรียกเหงื่อซึมๆ เปียกเสื้อจากอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวของแดดที่แรงขึ้นตามตำแหน่งที่ลอยสูงขึ้นของดวงอาทิตย์ เดินผ่านป้อมรักษาการณ์เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าไปอย่างไร คำตอบที่ได้คือเดินครับ ผมลองวัดระยะทางจากกูเกิ้ลแมพได้ประมาณ 3.5 กิโลเมตรครับ พอเดินได้สบายๆ เพราะมีต้นไม้ตลอดทาง ร้อนบ้างร่มบ้างคละเคล้ากันไปได้อรรถรสการเดินทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน่วยรักษาการณ์ด้านหน้าแนะนำว่าถ้าเดินๆ ไปเจอรถกระบะของเจ้าหน้าที่ก็ขอติดรถไปลงข้างในก็ได้ครับ


ด้านหน้าทางเข้าพระราชนิเวศน์ฯ ครับ .. (ภาพจาก Official facebook ของค่ายพระรามหก)


มีป้ายบอกตลอดทางครับ ../ หนทางยังอีกยาวไกล .. มองยังไม่เห็นปลายทาง ..


ข้ามสะพานพระรามหก(2) .. / เดินตามป้ายไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วครับ ..

ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปเพื่อจะได้เก็บภาพบรรยากาศตามรายทางและฝึกความอึกถึกทนของสภาพร่างกายไปในตัวด้วย ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะแวะถ่ายรูปไปเรื่อยตามประสาคนบ้าเที่ยวถ่ายรูปอย่างผม สุดท้ายก็เดินมาถึงทางเข้าพระราชนิเวศน์จนได้ในเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงเศษๆ ซื้อบัตรผ่านประตูกันก่อนแล้วเดินต่อเข้าไปอีกประมาณสอง-สามร้อยเมตรก็จะเจอกับป้ายทางเข้าที่เขียนว่า “มฤคทายวัน” มุมมหาชนที่ทุกคนจะต้องมาเก็บภาพตัวเองกับป้ายนี้เอาไว้เป็นที่ระลึก


ทางเข้าด้านหน้าครับ .. ซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปแล้ว ยังต้องเดินต่อไปอีกสักสองร้อยเมตรครับจะเจอมุมมหาชน ..


มุมมหาชน .. ที่ทุกคนต้องไม่พลาดเก็บภาพสวย .. “มฤคทายวัน”

สำหรับใครที่พกกล้องมาถ่ายภาพก็ให้เดินเลยป้ายที่ว่านี่ไปอีกนิด ตรงเข้าไปที่ศาลาด้านซ้ายมือเพื่อเขียนใบลงทะเบียนกล้องกันเสียก่อนนะครับ แล้วค่อยย้อนกลับมาเข้าไปสู่อดีตกาลกับพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง ภาพแห่งจินตนาการของอดีตอันงดงามของเหล่าเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ที่เคยเสด็จมาถวายงานให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรีอันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

ผมมีตำนานเกี่ยวกับพระราชนิเวศน์แห่งนี้มาฝากกันด้วยครับ

พระราชนิเวศน์แห่งนี้มีตำนานที่เล่าขานต่อๆ กัน สืบเนื่องมาจากเมื่อคราวที่พระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีทรงพระครรภ์นั้น พระมหาธีรราชเจ้าทรงพระเกษมสำราญยิ่งด้วยทรงมุ่งหวังว่าจะทรงมีพระราชปิโยรส แต่ความหวังทั้งมวลก็สิ้นสลายเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไม่สามารถมีพระประสูติกาลได้ ยามนั้นพระองค์ท่านทรงอภิบาลพระมเหสีด้วยน้ำพระทัยเป็นห่วงและเศร้าสร้อย ณ พระที่นั่งสมุทรพิมานแห่งนี้ อย่างไรก็ดีพระราชนิเวศน์ยังเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบังเกิดพระราชประดิพัทธ์ในความรักครั้งต่อมากับคุณสุวัทนา ซึ่งต่อมาทรงสถาปนาเป็นเจ้าจอมสุวัทนาและพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ตามลำดับ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันพร้อมด้วยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งมีพระครรภ์พระหน่ออีกครั้งระหว่างวันที่ 12 เมษายน ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2468 การเสด็จครั้งนี้เสมือนหนึ่งการเสด็จมาเพื่ออำลาพระราชนิเวศน์ที่ทรงรักโดยแท้ เพราะเมื่อเสด็จกลับพระนคร อีก 5 เดือนพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประสูติพระราชธิดาแล้ว วันรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายพระรามหก ตำบลห้วยทรายเหนือ ถนนเพชรเกษม บริเวณกิโลเมตรที่ 216-217 เลยหาดชะอำมา 8 กิโลเมตร เป็นพระตำหนักที่ประทับริมทะเลซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รื้อพระตำหนักหาดเจ้าสำราญมาปลูกขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2466 ได้รับขนานนามว่า “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง” ลักษณะเป็นพระตำหนักแบบไทยผสมยุโรป เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สักทอง

พระตำหนักฝ่ายในอยู่ปีกขวา ทางปีกซ้ายเป็นส่วนของฝ่ายหน้า ประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์เชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด

พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา
พระที่นั่งพิศาลสาครเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาคารข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเป็นบริวารหลายหลังและมีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ
และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารโถงสองชั้นเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมในโอกาสต่าง ๆ และเป็นโรงละครซึ่งเคยจัดแสดงละครครั้งสำคัญ 2 ครั้งคือเรื่องพระร่วงและวิวาห์พระสมุทร

ในปี พ.ศ.2484 เจ้าพระยารามราฆพ ได้สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายเป็นพระราชานุสรณ์ประดิษฐานไว้ ณ ท้องพระโรงพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและได้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นพระราชสักการะเนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน  เป็นประจำทุกปี

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.00 น. ปิดวันพุธ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สำหรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ  ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทร.0 3250 8444-5, 0 3250 8039


เดินชมความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปที่กลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ..

ได้สดับรับฟังตำนานเล่าขานนานมาจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ก็สมชื่อแล้วกับที่เป็นพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง เพราะเป็นอนุสรน์แห่งความรักและความหวังขององค์ธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 นั่นเอง เอาล่ะผมจะพาย้อนสู่อดีตกาลเพื่อเข้าไปเยี่ยมชมพระราชวังฤดูร้อนที่ครั้งหนึ่งเคยมีข้าราชบริพารทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้าต่างเดินกันไป-มาขวักไขว่ในห้วงเวลาที่ย้อนกลับไปเกือบร้อยปี ความงดงามอ่อนช้อยแห่งสถาปัตยกรรมแห่งนี้ที่ยังคงรักษาไว้ให้คนไทยรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ไทยที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวที่สุด

จากตรงนี้ผมขอเล่าเรื่องด้วยแคปชั่นใต้ภาพดีกว่า เพื่ออรรถรสในการรับชมที่จะได้ไม่ต้องสะดุดขาดตอนจากสำนวนเชยๆ ของผม(ฮ่าๆๆ ..)


อ่านประวัติของพระราชนิเวศน์ฯ กันสักหน่อย .. เอาไว้ประดับความรู้ครับ ..


จัดนิทรรศการกันอยู่ .. มาถึงทั้งทีมีหรือที่ผมจะพลาด .. ต้องขอเข้าไปดูสักหน่อยล่ะ..


พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในพระอิริยาบทต่างๆ ..


ห้องจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ..


ทรงพระเจริญ … /|\ …


ออกมาเดินกินลม(ทะเล)ชมวังกันสักหน่อย ..


นั่งเหงาๆ กับตัวเราคนเดียว .. / สวนสวยที่จัดเอาไว้อย่างงดงาม แต่ละสวนมีชื่อต่างๆ กันนะครับ .. คลิ๊กเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม


วันที่ผมไป .. ศาลาลงสรงกำลังปรับปรุงซ่อมแซมอยู่ เลยพลาดโอกาสเข้าไปชมเลย ..


ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง .. เหมือนได้ย้อนไปอยู่ในอดีตจริงๆ ..


ปิดไว้ไม่ให้ขึ้น .. ถ้าจะขึ้นต้องเอาแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านในก่อนครับ เพราะพระที่นั่งแต่ละองค์มีอายุร่วมร้อยปี เพื่อความปลอดภัยของตัวอาคาร, สิ่งก่อสร้างและตัวนักท่องเที่ยวเอง เจ้าหน้าที่จึงจัดให้ขึ้นชมได้เป็นรอบโดยจำกัดจำนวนคนที่จะขึ้นไปชมด้วย .. / สุดทางคือศาลาลงสรง ที่ตั้งอยู่บนชายหาดเลยครับ ..


หากมีความประสงค์จะขึ้นชมบนตัวพระที่นั่ง .. ต้องรับบัตรคิวและขึ้นเป็นรอบๆ ไปครับ และที่สำคัญห้ามถ่ายภาพด้านบนพระที่นั่งโดยเด็ดขาด กรุณาให้ความร่วมมือกันด้วยนะครับ


เดินต่อไปยังศาลาลงสรงไม่ได้ .. ทางนี้ปิดปรับปรุง .. / จุดคืนถุงสำหรับใส่รองเท้าที่เค้าจะแจกให้ใส่รองเท้าของเราแล้วสะพายติดตัวไปด้วย เพราะทางขึ้นกับทางลงจะเป็นคนละทางกัน


พระที่นั่งทั้งสามของพระราชนิเวศน์ครับ .. อยากรู้ไม๊ว่าชื่ออะไรบ้าง? .. คลิ๊กตามไปอ่านกันเลยครับ ..


บริเวณอาคารที่จัดนิทรรศการ .. / สงบ ร่มรื่น สบายตาสบายใจจริงๆ  ..

ผมออกจากพระราชนิเวศน์ราวๆ บ่ายสามโมงเศษๆ เพราะต้องใช้เวลาเดินกลับออกมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง พร้อมกับเมฆฝนที่ตั้งเค้าดำทมึน ลอยต่ำอยู่เรี่ยๆ ยอดไม้ ผมเดินมาจนเหลืออีกประมาณห้าร้อยเมตรจะถึงทางออก ก็ต้องเปลี่ยนจากเดินเรื่อยๆ มาเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพราะลมฝนเริ่มพัดแรงขึ้นราวกับพายุกำลังจะเข้า จนกระทั่งถึงสามร้อยเมตรสุดท้ายก็กลายเป็นวิ่งอย่างทุลักทุเล สะพายเป้หนึ่งใบกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งใบสับขาอย่างเต็มกำลังฝ่าสายฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

จุดหมายคือศาลาสองหลังทางขวามือติดกับทางออก กว่าจะวิ่งไปถึงก็เล่นเอาเปียกมะล่อกมะแล่กไปตามๆ กัน ลมก็ช่างพัดรุนแรงเสียเหลือเกิน พาเอาสายฝนสาดโครมๆ เข้ามาในศาลาจนแทบจะไม่เหลือที่แห้งตรงไหนอีกแล้ว ผมนั่งกอดกระเป๋ากล้องที่ถูกคลุมด้วยถุงพลาสติกของ 7-11 สองใบไว้ทั้งบน-ล่างแล้วผูกให้แน่น จากนั้นก็มีสองหนุ่มชาวต่างชาติคาดว่าเป็นนักท่องเที่ยวขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาจากด้านในเข้ามาหลบฝนที่ศาลาด้วยเหมือนกัน

ผ่านไปราวๆ เกือบหนึ่งชั่วโมงฝนถึงเริ่มซาเม็ดลง การเดินทางของผมจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาต้องบอกลาพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ทิ้งอดีตที่แสนเศร้าเอาไว้เบื้องหลังให้ยังคงเป็นตำนานแห่งความรักและความหวังที่เหลือไว้เพียงทรงจำให้เล่าขานกันสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

ยังเหลืออีกหนึ่งที่หมาย ขออนุญาตยกไปโพสหน้าก็แล้วกัน ผมจะพาทุกท่านกลับสู่ปัจจุบันกับที่เที่ยวสุดชิคของหัวหินที่ทุกคนต้องรู้จักกันครับ

คลิ๊กเพื่อชมภาพของทริปนี้ครับ

 

เก็บตกของแถม .. เอาไว้เป็นความรู้ครับ  ..

มฤค, มฤค [มะรึก, มะรึกคะ-] น. สัตว์ป่ามีกวาง อีเก้ง เป็นต้น, ถ้าเป็นตัวเมีย ใช้ว่า มฤคี. (ส.; ป. มิค).

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:31น.