5 การจัดแสงแบบง่ายๆ .. กับไฟสตูดิโอดวงเดียว ..

Setup2_Pic1 

ไฟสตูดิโอคือหนึ่งในชุดเครื่องมือเอนกประสงค์ที่มีประโยชน์ของช่างภาพเช่นคุณ มันสามารถสร้างแสงที่มีคุณภาพได้ไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องรอแสงธรรมชาติและมันก็มีส่วนขยาย, อุปกรณ์ต่อพ่วงและเทคนิคการใช้งานอีกจำนวนมากที่ช่วยให้คุณออกแบบรูปทรงของแสงได้ตามที่ต้องการเพื่อเติมเต็มมุมมองที่สร้างสรรค์ของคุณนั่นเอง อย่างไรก็ตามทางเลือกทั้งหมดนั้นมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกสับสนและตัดสินใจลำบากในการใช้งานพวกมัน จำนวนที่มีอยู่มากมายของเครื่องมือเหล่านั้นมันก็ทำให้คุณเชื่อว่าคุณจำเป็นต้องใช้พวกมันให้ได้ประโยชน์มากกว่าขึ้นกว่าเดิม

แต่ยังเคราะห์ดีนะที่ในกรณีของไฟสตูดิโอมันมีแนวคิดที่เรียกว่า “น้อยคือมาก” ซึ่งในแบบฝึกหัดนี้ผมได้สาธิต 5 แบบของการใช้ไฟสตูดิโอดวงเดียวเพื่อสร้างผลของภาพที่ดีกับตัวแบบหลายๆ อย่าง แม้ว่าแต่ละภาพสร้างจากส่วนขยายที่กำหนดมาแล้ว แต่ว่าการจัดแสงในแบบฝึกหัดนี้นั้นจะสามารถทำงานกับส่วนขยายเกือบทั้งหมดที่คุณเลือกได้ดีเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปลี่ยนมาใช้ซอฟท์บ๊อกซ์แทนบิวตี้ดิช มันก็จะให้รูปทรงของแสงที่อ่อนนุ่มกว่าแต่คุณก็จะยังได้ผลลัพธ์ของภาพที่ดีอยู่และบางเทคนิคก็ต้องใช้รีเฟล็กเตอร์สีเงินอีกด้วย

ถ้าคุณไม่มีรีเฟล็กเตอร์ คุณก็สามารถที่จะเอากระดาษการ์ดแผ่นใหญ่ๆ ติดด้วยกระดาษฟลอยด์ หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือใช้กระจกสะท้อนเสียเลย คุณไม่จำเป็นต้องใช้หัวไฟสตูดิโอหรือไฟแฟลชก็ได้ เพราะแสงจากหน้าต่างก็ให้ผลของภาพได้เหมือนๆ กัน

นี่คือ 5 รูปแบบการจัดแสงไฟสตูดิโอด้วยไฟดวงเดียวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การจัดแสงแบบที่ 1

Setup1_Pic1 

เทคนิคง่ายๆ คือเป้าหมายของภาพ แหล่งกำเนิดแสงคือหัวไฟสตูดิโอกับซอฟท์บ๊อกซ์ขนาดกลาง จัดวางให้ห่างจากตัวแบบประมาณ 5 ฟุต และยกให้สูงขึ้นไปประมาณ 4 ฟุตแล้วกดลงมา 45 องศา กล้องอยู่ใต้ซอฟท์บ๊อกซ์ตรงๆ (บัตเทอร์ฟลาย ไลท์ติ้ง)

Setup1_Pic2 

กึ่งกลางของซอฟท์บ๊อกซ์ให้หันไปที่ด้านซ้ายของตัวแบบ(ทางขวาของกล้อง) ให้แสงที่ออกจากขอบของแหล่งกำเนิดแสงตรงไปตกที่ตัวแบบ ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า ฟีเธอร์ริ่ง หรือการลดความเข้มของแสง มันมีประโยชน์ในการควบคุมและการปรับแสงในภาพอย่างละเอียด ช่วยสร้างแสงที่อ่อนนุ่มจากส่วนขยายที่ให้แสงแข็งอย่างเช่นจานสะท้อนแสง 110 องศา
ถ้าคุณไม่คิดจะใช้ฟีเธอร์ริ่งเทคนิคในตอนนี้ ก็ลองปรับแหล่งกำเนิดแสงของคุณหันไปที่จมูกของตัวแบบแทนดูก็ได้

การจัดแสงแบบที่ 2

Setup2_Pic1

Setup2_Pic2

เพื่อสร้างแสงแบบดราเมติกในภาพของคุณ ก็ลองให้แสงกับตัวแบบของคุณจากด้านหลังดูสิ ภาพน้องหมาของผมให้แสงไฟจากซอฟท์บ๊อกซ์ที่อยู่ 45 องศาจากด้านหลังและกล้องอยู่ด้านซ้าย ซอฟท์บ๊อกซ์จะอยู่ใกล้ๆ กับตัวแบบมากๆ แค่ให้อยู่นอกเฟรมภาพจากทางด้านซ้ายเท่านั้นก็พอ แต่เพราะน้องหมาเป็นสีดำและขาวจึงสร้างความเปรียบต่างสูงมากในภาพนี้ เงาทางซ้ายของน้องหมาด้านที่อยู่ใกล้กับกล้องจะมืดมากๆ เพื่อจะแก้ปัญหานี้ คุณควรจะต้องใช้แผ่นสะท้อนแสงมาช่วย แค่ให้มันอยู่นอกกรอบภาพทางด้านขวาก็พอและการนำมันเข้ามาใกล้ๆ จะช่วยให้คุณสร้างแสงสะท้อนเพื่อเติมแสงในเงามืดได้เป็นอย่างดี

การจัดแสงแบบที่ 3

Setup3_Pic1

นำเอาเทคนิคที่ผ่านมาทั้งสองมาใช้ร่วมกัน ภาพนี้ให้แสงจากซอฟท์บ๊อกซ์จากด้านหลังของขนมโดยอยู่ห่างออกไป 6 ฟุตและยกสูงขึ้นไป 5 ฟุต แล้วแทนที่จะหันไฟไปที่ขนมโดยตรงก็ให้หันไฟไปตรงหน้า (ไม่ต้องหันลงมาที่ขนม) เพื่อที่ซอฟท์บ๊อกซ์จะไม่ได้ให้แสงไปที่ตัวแบบโดยตรง นี่เป็นรูปแแบบของฟีเธอร์ริ่งอีกระดับเพื่อสร้างแสงอ่อนนุ่มที่สวยงาม

Setup3_Pic2

เมื่อคุณลดความเข้มของแสงด้วยวิธีนี้ ต้องระลึกเอาไว้ว่าคุณกำลังให้แสงของภาพด้วยแสงที่ฟุ้งกระจายจากไฟแฟลชของคุณ คุณจำเป็นต้องชดเชยแสงโดยการปรับ ISO, เพิ่มกำลังไฟแฟลชหรือปรับตั้งรูรับแสง
และเพื่อเติมรายละเอียดในส่วนของเงาโดยการใช้แสงแบ็คไลท์(แสงจากด้านหลัง) ลองใช้แผ่นสะท้อนแสงสีเงินของคุณดูสิ

การจัดแสงแบบที่ 4

Setup4_Pic1

Setup4_Pic2

ถ้าคุณต้องการภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงที่มากกว่าแสงจากซอฟท์บ๊อกซ์ละก็ ลองใช้บิวตี้ดิชสีเงินดูสิ ในภาพนี้แหล่งกำเนิดแสงอยู่ทางขวาเล็กน้อยจากตัวกล้องและห่างจากตัวแบบ 3 ฟุต จัดวางของด้านล่างของบิวตี้ดิชอยู่ตรงกับส่วนบนสุดของหัวของตัวแบบก็เพื่อผลของฟีเธอร์ริ่งอีกนั่นเอง และเพื่อจะเปิดรายละเอียดในส่วนของเงา บอกนางแบบของคุณให้ถือแผ่นสะท้อนแสงแล้วขยับปรับให้ชี้ไปที่คางและอย่าลืมให้มันอยู่นอกกรอบภาพด้วยล่ะ

การจัดแสงแบบที่ 5

Setup5_Pic1

ถ้าคุณอยากได้แสงอ่อนนุ่ม คุณจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของแหล่งกำเนิดแสงให้สัมพันธ์กับตัวแบบของคุณ แท้จริงแล้วทางที่จะทำได้คือการเลื่อนแหล่งกำเนิดแสงให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ตัวแบบนั่นเองหรือไม่ก็ใช้ส่วนขยายเช่นซอฟท์บ๊อกซ์ที่ใหญ่ขึ้น อีกทางหนึ่งคือคุณสามารถที่จะหันแหล่งกำเนิดแสงไปสะท้อนกับผนังหรือเพดาน เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวของมันให้เป็นแหล่งกำเนิดแสงของคุณ

Setup5_Pic2

เพื่อเลียนแบบแสงในภาพนี้ ให้ใส่ไฟแฟลชสตูดิโอของคุณกับจานสะท้อนแสงเปล่าๆ (ไม่ต้องใช้ซอฟท์บ๊อกซ์) แล้วหันมันไปยังมุมของห้อง ที่สำคัญต้องระวังเรื่องสีของผนังด้วยนะไม่เช่นนั้น แม้แต่แค่การเพี้ยนของสีขาวเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถเป็นสาเหตุให้สีของภาพผิดเพี้ยนไปและมันจะต้องเสียเวลามากในการแก้ไขอีกด้วย แต่ถ้าคุณถ่ายภาพขาว-ดำแล้วละก็ ความเพี้ยนของสีจะไม่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย และคุณก็สามารถสะท้อนแสงของคุณจากพื้นผิวต่างๆ ตามที่คุณจินตนาการได้เต็มที่

อย่างที่เห็น คุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มากมายเพื่อใช้สำหรับการจัดแสงในสตูดิโอ แค่ไฟดวงเดียว, ส่วนขยายอีก 1-2 อย่างและแผ่น/จานสะท้อนแสง ก็จะช่วยลบข้อจำกัดของโอกาสในการสร้างสรรค์ภาพของคุณได้แล้ว เดินหน้าต่อไปและนำข้อแนะนำนี้ไปพิจารณาถึงชุดไฟที่จำเป็นและสไตล์ของคุณ จงอย่ากลัวที่จะทดลอง เพราะที่จริงแล้วการทดลองเป็นวิธีที่จะใช้งานอุปกรณ์ของคุณได้อย่างไม่มีข้อจำกัดต่างหากล่ะ

อ่านต้นฉบับ

เกี่ยวกับผู้เขียน : จอห์น แม็คอินไทร์ เป็นช่างภาพบุคคลอาศัยอยู่ใน UK เขาศึกษาการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัย ลีดด์ เมโทรโพลิแทนท์ เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอๆ คุณสามารถรู้จักกับเขาเพิ่มเติมได้ที่อินสตาแกรมของเขา

 

แปล/เรียบเรียง : Tombass
เผยแพร่ : วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2558 เวลา 3:40 น. GMT+7 THAILAND

Advertisements

20130921 ย้อนเวลาหาตัวตนแห่งคนไทย .. ใน “มิวเซียมสยาม” ..


ขอบคุณภาพจาก WikiPedia

ตอนนั้นมีคนชวนไปอบรมถ่ายรูปที่จัดขี้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการถ่ายภาพเพื่องานวารสารศาสตร์ ของคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากเข้าอบรมภาคทฤษฎีกันไปแล้วก็ต้องมีภาคปฏิบัติน่ะสินะมันถึงจะครบถ้วน โดยคณะผู้จัดอบรมเลือกเอาบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เป็นสถานที่ฝึกถ่ายรูป กำหนดการช่วงเช้าทีมงานก็จะพาไปซึมซับกับวิถีไทยในมิวเซียมสยามกันก่อน หลังจากนั้นก็แบ่งผู้เข้าร่วมอบรมออกเป็นกลุ่มย่อยๆ มีหัวข้อให้ไปถ่ายรูปเพื่อเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการอบรมในครั้งนี้ พอตกเย็นก็ตัวใครตัวมัน และมีเวลาอีกประมาณสองสัปดาห์ในการส่งภาพเพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการบริเวณบอร์ดประชาสัมพันธ์ของคณะสื่อสารมวลชนที่อาคารสุโขทัย ชั้น 10 ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก

วันนั้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปเจอกับทีมงานตามเวลานัดหมาย แต่การจราจรในเช้าวันเสาร์ดูจะไม่ได้แตกต่างจากวันทำงานปกติสักเท่าไร กว่าจะดั้นด้นจากบางกะปิไปถึงสนามหลวงก็เล่นเอาหลับสลับตื่นกันไปหลายต่อหลายรอบ พอเลี้ยวผ่านจากถนนราชดำเนินกลางมาได้รถประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.60 ก็มาจอดที่ข้างสนามหลวง พนักงานเก็บค่าโดยสารตะโกนบอกมาไกลๆ ว่าสนามหลวงให้ลงป้ายนี้ ผมนี่คว้ากระเป๋ากล้องพร้อมขาตั้งรีบกระโดดลงแทบจะไม่ทัน มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กไม่เห็นมิวเซียมสยามที่ว่านั่นเลยสักนิด เห็นแต่ช้างสามเศียรยืนที่สามแยกหัวมุมวัดพระแก้วตรงข้ามกับศาลหลักเมืองอยู่ไกลลิบๆ งานนี้เห็นทีไม่แคล้วตรูจะต้องเดินทางไกลแบบวิชาลูกเสือสามัญที่เรียนกันตอนมัธยมเป็นแน่แท้ อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาที่นัดหมายกันแล้ว ผมยังไม่มีวี่แววจะไปถึงมิวเซียมสยามเลยสักนิด คิดได้ดังนั้นแล้วก็พลันรีบออกเดินมุ่งหน้าไปทางศาลหลักเมืองนั่นแหละแล้วค่อยไปถามพ่อค้าแม่ขายแถวๆ นั้นอีกที


เธอคนนนี้มาพร้อมกับแฟนหนุ่ม .. เลยแอบขอยืมตัวมาเป็นแบบสักหน่อย ..

ระหว่างที่เดินเลาะเรียบริมถนนไปได้สักสิบก้าว ก็เห็นชาวต่างชาติกำลังโยนอาหารให้นกพิราบอยู่ แสงเงาที่ลอดช่องว่างระหว่างต้นไม้มาตกกระทบตัวแบบ พร้อมกับฝูงนกที่บินโฉบกินอาหารกันพรึ่บพรับ สองมือของผมก็เปิดกระเป๋าโดยอัตโนมัติหยิบกล้องออกมาส่องผ่านวิวไฟน์เดอร์ ขยับซ้าย-ขวา หน้า-หลังหามุมที่ถูกใจ หมุนวงแหวนโฟกัสให้ชัดที่ตัวแบบ หรี่รูรับแสงแคบสักนิดเพื่อเผื่อระยะชัดให้ครอบคลุม กดปุ่มเช็คระยะชัดลึกดูสักหน่อย จากนั้นนั่งชันเข่าย่อตัวเตรียมพร้อมรอจังหวะ และในไม่กี่อึดใจเสียงชัตเตอร์ก็ลั่นออกไปเป็นชุดราวกับปืนกล แหมๆๆ เพื่อความชัวร์มันต้องยิงเผื่อเอาไว้กันพลาดสักนิดสิ จะได้มีไว้เลือกหลายๆ ภาพหน่อยน่ะ

ได้มาแล้วหนึ่งภาพแรกสำหรับวันนี้ ดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีแต่เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก เพราะแม่ค้าที่หน้าศาลหลักเมืองบอกว่า มิวเซียมสยามนะเหรอ เดินตรงไปสุดทางโน่นพร้อมชี้มือบอกทิศทาง ไกลแค่ไหนผมไม่รู้หรอกแต่หน้าของเธอที่ทำปากจู๋กับท่าทางชี้โบ๊ชี้เบ๊ของเธอที่ตั้งใจบอกผมนั้นมันดูใสซื่อจริงใจ สื่อให้ผมรู้สึกได้เลยว่า เออ .. มันอยู่ไกลจากตรงนี้อีกเยอะจริงๆ นะ เลยอุดหนุนน้ำเปล่าเธอมาขวดนึงเพื่อเอาไว้เรียกความสดชื่นยามที่ต้องเสียน้ำในร่างกายกับระยะทางที่แสนไกล

ผมเดินไปบนทางเท้ากว้างขวางผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมที่มีปืนใหญ่หลายกระบอกตั้งเรียงรายอยู่ในสนามหญ้าติดทางเท้า นี่ถ้าผมไม่มีนัดคงได้แวะเข้าไปจัดรูปปืนใหญ่ใกล้ๆ ด้วยเลนส์มุมกว้างเอาตึกสีเหลืองอ่อนของกระทรวงกลาโหมเป็นฉากหลังที่หลายๆ คนชอบมาเก็บภาพกันจนกลายเป็นมุมมหาชนอีกมุมหนึ่งไปแล้ว แต่วันนี้ได้แต่คำรามฮึ่มๆ ในลำคอว่าฝากเอาไว้ก่อนเถอะ วันข้างหน้าข้าจะมาเอาคืน เพราะวันนี้คงต้องเดินกันอีกไกลและอาจจะต้องเดินกันอีกทั้งวันด้วยแน่ๆ

เดินเรื่อยๆ แต่เล่นเอาเหงื่อโทรมเหมือนกันนะ ผ่านกรมรักษาดินแดนที่ครั้งหนึ่งในอดีตผมเคยมาสมัครเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพในช่วงเรียนมัธยมปลาย เรียกกันแบบชาวบ้านๆ ก็คือเรียน รด.นั่นแหละครับ ต้องมาสมัครกันที่นี่แหละครับ เรียนจบสามปีก็มารับสมุดเล่มเล็กๆ สีเขียว หรือ สด.9 ก็ที่นี่อีกเหมือนกัน ผ่านช่วงรด.หัวเกรียนมาได้แบบทุลักทุเลแต่ก็ประทับใจสุดๆ เหมือนกัน ขนาดว่าวันเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 30 ปี แต่พอหลับตานึกถึงเมื่อไหร่ภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นมันก็ผุดขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเป็นฉากๆ เลยทีเดียว เอาไว้ถ้ามีโอกาสวันหลังจะมาเล่าให้ฟังในบล็อคก็แล้วกัน

 
ป้อมอะไรผมไม่ทันสังเกตชื่อ .. มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ .. เพราะเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ..

มาเรื่องของเรากันต่อดีกว่า ถึงสวนเจ้าเชตุก็ข้ามถนนไปเดินฝั่งวัดโพธิ์กันดีกว่า เพราะต้องเดินเลาะกำแพงวัดโพธิ์นี่แหละไปจนสุดทาง แล้วเดินต่อไปอีก(ไม่)นิด(ล่ะ เพราะเล่นเอาน้ำที่ซื้อมาหมดขวดกันเลย .. – -!)ก็จะถึงมิวเซียมสยามกันเสียที ถ้าเดินเลยไปอีกนิดเดียวก็ปากคลองตลาดแล้วล่ะนะ หรือเพราะว่าผมเดินเยอะมากนับดูแล้วก็หลายกิโลเมตรอยู่นะ เหนื่อยจนไม่อยากถ่ายรูปอะไรระหว่างทางเลย ช่วงแรกๆ ก็ยังสะพายกล้องอยู่ พอหลังๆ เก็บกล้องเข้ากระเป๋า ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆๆ อยากจะให้ถึงเร็วๆ อยากนั่ง อยากพักตากแอร์เย็นๆ เป็นที่สุด เหนื่อยนะขอบอก เดินคนเดียวกลางแดดยามเช้าที่แสนจะอบอุ่น แต่ดูเหมือนจะอุ่นมากไปหน่อยนะ (อุ่น+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ+ๆ = ร้อน .. โฮกกกกก ..) ไปถึงก็ไม่เจอใครแล้ว เพราะกว่าผมจะเดินมาถึงก็เลยเวลานัดหมายไปร่วมชั่วโมง ผู้เข้าร่วมอบรมท่านอื่นคงเข้าไปเยี่ยมชมมิวเซียมสยามกันหมดแล้ว ..


ด้านหน้ามิวเซียมสยาม .. กำลังขุดทางเท้าอยู่ .. ดูอุจาดดีแท้ ขุดแล้วก็กลบ แล้วอีกหน่วยงานนึงก็มาขุดใหม่ พอกลบเสร็จ .. ก็จะมีมาขุดๆ กลบๆ เรื่อยไปแบบนี้ ..

ผมตามเข้าไปทีหลังโดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม 100 บาท ได้บัตรผ่านประตูพร้อมสูจิบัตรแนะนำมิวเซียมสยาม ระบุว่าที่นี่ดูแลโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ตัวอาคารเป็นตึกเก่าของกระทรวงพาณิชย์ มี 3 ชั้น มีห้องจัดแสดง 17 ห้อง แบ่งเป็น 17 ธีม ในรูปแบบเรียงความประเทศไทย เรียนรู้ผ่านสื่อประสมที่สามารถโต้ตอบกับผู้เข้าชมได้ โดยต้องเดินชมห้องจัดแสดงไปตามลำดับ เริ่มจากชั้น 1 ไปชั้น 3 แล้วลงมาต่อที่ชั้น 2 ซึ่งมีรายละเอียดของการจัดแสดงดังนี้

ชั้นที่ 1

  • ตึกเก่าเล่าเรื่อง ห้องจัดแสดงความเป็นมาของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม การบูรณะซ่อมแซม รวมถึงการกลายเป็นมิวเซียมสยามในปัจจุบัน
  • เบิกโรง (Immersive Theater) ห้องฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม ผ่านตัวละครต่าง ๆ
  • ไทยแท้ (Typically Thai) ห้องแสดงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของไทย พร้อมการไขว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นของไทยแท้หรือไม่

ชั้นที่ 3

  • เปิดตำนานสุวรรณภูมิ (Introduction to Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงที่ตั้งของดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาติพันธุ์ในดินแดนนี้ และวิธีการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
  • สุวรรณภูมิ(Suvarnabhumi) ห้องจัดแสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในสุวรรณภูมิ การติดต่อกับต่างประเทศ และหลักฐานประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ
  • พุทธิปัญญา (Buddhism) ห้องแสดงหัวใจพระพุทธศาสนาและเรื่องราวที่แสดงถึงสัจจธรรม
  • กำเนิดสยามประเทศ (Founding of Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นมาอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนสยาม และตำนานต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา
  • สยามประเทศ (Siam) ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และรูปจำลองเรือแบบต่าง ๆ ตั้งแต่เรือพื้นบ้านถึงเรือพระราชพิธี
  • สยามยุทธ์ (War Room) ห้องแสดงรูปแบบการรบ กำลังพล และการทำสงครามในสมัยอยุธยา

ชั้นที่ 2

  • แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ (Map Room) ห้องแสดงแผนที่ประเทศไทยในสมัยต่าง ๆ
  • กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา (Bangkok, New Ayutthaya) ห้องแสดงเรื่องราวเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนชาติต่าง ๆ ในสยาม และการเปรียบเทียบว่ากรุงรัตนโกสินทร์เหมือนกับกรุงศรีอยุธยาอย่างไร
  • ชีวิตนอกกรุงเทพฯ (Village Life) ห้องแสดงวิถีชีวิตของคนในชนบทนอกกรุงเทพฯ โดยมีเรื่องข้าวเป็นหลัก
  • แปลงโฉมสยามประเทศ (Change) ห้องแสดงการเปลี่ยนแปลงสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรื่องราวของถนนเจริญกรุง
  • กำเนิดประเทศไทย (Politics & Communications) ห้องแสดงเรื่องราวในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย
  • สีสันตะวันตก (Thailand and the World) ห้องแสดงวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทย
  • เมืองไทยวันนี้ (Thailand Today) ห้องอุโมงค์กระจกขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ขนาดเล็กรายล้อมทั่วห้อง
  • มองไปข้างหน้า (Thailand Tomorrow) ห้องสำหรับแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แสดงข้อความบนผนัง

คุณสามารถเข้าเยี่ยมชมเวบไซต์อย่างเป็นทางการได้ที่นี่
ส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จากที่นี่
และนี่ก็เป็นพิกัดของมิวเซียมสยามครับ 13.744203, 100.494133

จากตรงนี้ให้ภาพเล่าเรื่องก็แล้วกันนะ ..


อ๊บ อ๊บ .. คนกบแดง ..

 
ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไร ..? ต้องไปดูเองครับ ..


ความเป็นอยู่ตามวิถีไทย .. บนดินแดนสุวรรณภูมิ ..

  
ดูกันว่า .. จุดกำเนิดเกิดมาเป็น “ไทย” ได้อย่างไร ..?


หลักคำสอนที่ไม่เคยล้าสมัย ..


หัวใจของพระพุทธศาสนา ..

 
การจัดขบวนเรือพระราชพิธี .. / เรือสำเภาที่เข้ามาค้าขายกับสยามในยุคนั้น ..


สยามยุทธ์ .. สมัยอยุธยาทหารไทยเค้ามีวิธีรบกับศัตรูผู้รุกรานกันอย่างไรนะ ..?

 
ปืนใหญ่น่ะของจริง .. ใส่กระสุนได้ ยิงได้ด้วยนะ .. แต่ระเบิดในจอภาพแบบมัลติมีเดียอินเตอร์แอ็คทีฟ .. ทันสมัยสุดๆ ..


เรื่องราวของแผนที่ .. มาดูโลกในแบบสองมิติกันดูบ้าง ..

 


วิถีชีวิตของชนบท .. เรื่องข้าวเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาตินะ ..


ความเปลี่ยนแปลงของสยามประเทศ .. ถนนเจริญกรุงในวันที่ความเจริญเริ่มคืบคลานเข้ามา ..

  
ของใหม่ๆ ทันสมัยจากตะวันตก .. เข้ามายกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยในวันนั้น ..

 
นวัตกรรมใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย .. จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ..


หนังสือพิมพ์ .. สื่อมวลชนในวันนั้น .. เป็นปาก(ที่ถูกปิดเสียง)ของคนรุ่นใหม่ในวันที่ประชาธิปไตยเริ่มก่อร่างสร้างตัว ..


หนุ่มสาวสมัยใหม่ .. ต้องใช้ชีวิตหรูหรา .. สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแนวคิด .. ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าผู้ชายอีกต่อไป ..


ใครมีรถก็มีสาวๆ มานั่งข้างๆ ด้วยเสมอๆ .. ยุคที่เงินตราและบ่อนบาร์รุ่งเรืองถึงขีดสุด ..


ปิดท้ายกันด้วยมุมนี้ .. ประตูอีกด้านหนึ่งของมิวเซียมสยาม ..

วันนี้ยังไม่จบแต่คงต้องขอยกไปเอนทรีหน้า .. เพราะผมจะพาเดินๆๆๆๆๆ .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระจันทร์ ชมถนนแห่งศรัทธาที่พุทธศาสนาช่วยสร้างอาชีพให้คนอีกกลุ่ม แล้วไปปิดท้ายกันที่ถนนพระอาทิตย์ยามที่ดวงอาทิตย์ยังสาดแสงที่สวนสันติไชยปราการ ..

ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันครับ

ภาพจากทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 เวลา 19:56 น. GMT+7 TH

20130814 ณ ราตรีหนึ่ง .. เมื่อได้ไปถึง .. ที่กลางกรุงเทพฯ ..


ศิลปะบนความไม่เป็นระเบียบของ Pattern (โปรดมองให้เป็นศิลปะนะจ๊ะ .. 555+)

กลับจากเมืองกาญจน์ยังไม่ได้อาทิตย์ ก็มีเรื่องให้ต้องไปทำธุระแถวๆ สีลมตามเวลานัดในช่วงเย็น ไอ่ครั้นจะขับรถไปสู่ใจกลางเมืองในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ ดูจะเป็นการเสียพลังกายพลังใจ เสียสุขภาพจิตและสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และเพื่อเป็นการช่วยกันประหยัดและลดมลพิษให้กรุงเทพฯ ของเรา เลยตัดสินใจเอารถไปจอดไว้ที่ลาน Park & Go ในบริเวณสถานี MRT ลาดพร้าว แล้วใช้บริการ MRTไปต่อ BTS น่าจะสะดวกกว่า ซึ่งทำให้ผมใช้เวลาเดินทางจาก MRT ลาดพร้าวถึงสีลมในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (ถ้าหากขับรถไปเองคงใช้เวลาราวๆ 1.5 – 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ) อยากแนะนำให้คนที่มีรถหันมาใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะกันเยอะๆ ครับ


ขอบคุณภาพจาก http://news.mthai.com (คลิ๊กเพื่อขยายดูภาพใหญ่)

เสร็จจากภารกิจก็เข้าไปนั่งจิบกาแฟยามเย็นเล่นเน็ตเพลินๆ ในร้านกาแฟของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเจ้าดัง เฝ้าดูชีวิตผู้คนที่กลุ่มหนึ่งทำงานมาทั้งวันกำลังทยอยเดินทางกลับบ้าน สวนทางกับอีกกลุ่มที่กำลังเริ่มต้นชีวิตประจำวัน(คืน) ที่มาตั้งร้านขายของบริเวณบนทางเดินเท้าของสองฝั่งถนนสีลมกันอย่างขะมักเขม้น หนทางชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดินมันก็เป็นไปตามจังหวะ โอกาสและความถนัดของตน

สองทุ่มเศษแล้วสินะ ผมเดินเรื่อยๆ ผ่านร้านรวงต่างๆ ที่เริ่มคึกคักขึ้นตามเวลา เหมือนว่ายิ่งดึกก็ยิ่งมีคนมาเดินซื้อของกันมากขึ้น สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่ก็เป็นของกิน ของที่ใช้ ของที่ระลึก เพราะนอกจากจะมีคนหนุ่มสาวที่ทำงานออฟฟิศในย่านธุรกิจของสีลม/สาธรแล้ว อีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญก็คือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบบรรยากาศและบริการความบันเทิงในยามค่ำคืนของพัฒน์พงศ์ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกนั่นเอง

 
ด้านหนึ่งกำลังกลับบ้าน .. / อีกด้านหนึ่งกำลังเริ่มชีวิตของวัน(คืน)นี้ ..


ทั้งสองด้านของชีวิตที่โคจรมาบรรจบกันได้โดยมีเจ้ารถไฟฟ้าขบวนนี้ช่วยเป็นสื่อกลาง ..

ผมเดินย้อนกลับไปสู่หัวถนนสีลมบริเวณทางลงสถานี MRT สีลม ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าที่สองสายเพื่อขึ้นไปยังสถานี BTS ศาลาแดง แล้วเดินทางไปยังสถานีต่อไปที่สถานีช่องนนทรีอันเป็นจุดเชื่อมต่อกับ BRT ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้มีธุระอะไรที่นั่นหรอก แค่อยากจะออกไปแตะขอบฟ้า ออกไปยืนดูแสงดาววาววับประดับประดาบนท้องฟ้าสีเทาเข้มของยามค่ำคืนที่ฉาบทาบทับอยู่เบื้องหลังตึกสูงเสียดฟ้าที่กำลังเปล่งประกายนวลตาจากแสงนีออนสีขาวอมฟ้าแข่งกับแสงดาวที่กำลังพร่างพราวริบหรี่ที่ดินแดนอันไกลโพ้น

 
ตึกสูงเสียดฟ้า กำลังยืนหยัดท้าทายเมฆดำที่ลอยทะมึนอยู่เบื้องหลัง .. /  เส้นทางนี้ที่พาคนกลุ่มหนึ่งกลับสู่รังนอน ..

แต่สงสัยจะอยู่ไกลเกินไปถ่ายรูปออกมาเลยไม่เห็นดาวสักดวงเลย มีแต่เมฆใหญ่น้อยลอยกระจายอยู่เรี่ยๆ ยอดตึก สักพักก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานี BTS ช่องนนทรีเดินมาบอกผมอย่างสุภาพว่าห้ามใช้ขาตั้งกล้องนะ เราจึงควรต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าของสถานที่ เพราะกฎไม่ได้มีไว้แหกแต่มีไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้ใช้สถานที่นั้นๆ ร่วมกับเรา โปรดท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจนะครับว่า “คนที่ถือกล้องอยู่ในมือไม่ได้ถือว่ามีอภิสิทธิ์พิเศษใดๆ ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ที่ไปเยี่ยมชม” และยิ่งควรที่จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่าอุปกรณ์ที่เรานำไปนั้นจะไปกีดขวางหรือรบกวนบุคคลอื่นที่เข้าใช้สถานที่นั้นหรือไม่ (สงสัยผมจะอารมณ์ค้างจากทริปนอนแพ .. แลสะพานฯ)

  
ท้องฟ้าคืนนี้ที่ไร้ดวงดาว .. / เมฆลอยพริ้วปลิวละล่องตามกระแสลม .. / ดังจะขาดกันไม่ได้ .. หากแม้นไร้ซึ่งสายลม เจ้าปุยเมฆคงเศร้าซม ดั่งขาดคนที่คุ้นเคย .. ฮิ้ววววว .. 555+

สรุปงานนี้ต้องเก็บขาตั้งกล้องอันเล็กๆ ของผมเข้ากระเป๋า หันมาเร่ง ISO และกลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือไม่ก็ต้องหาเอาเสาสถานี, ผนังหรืออะไรก็ได้ที่จะอาศัยพิงตัวกลมๆ ของผมเพื่อทิ้งน้ำหนักไปพักเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ ได้สักยี่สิบ-สามสิบวินาที ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางได้ภาพมาประกอบบล็อคนี้เป็นแน่แท้ แต่ละภาพแต่ละชัตเตอร์ที่กดลงไปแต่ละทีนั้นต้องกลั้นหายใจกันจนหน้าเขียวหน้าแดงแต่ก็ยังได้ภาพมาแค่เนี๊ยะ มีสั่นมีเบลอบ้างตามประสาพอรวมๆ กับ Noise ที่ตามมาพร้อมกับ ISO ที่สูงปรี๊ดแบบนั้นเลยต้องอาศัยโปรแกรมรีทัชภาพช่วยเกลี่ยๆ Pixel เข้าหากันสักหน่อยมันก็พอจะช่วยกล้อมแกล้มไปได้บ้างเหมือนกัน

 
ดึกดื่นสักแค่ไหน ถนนสายนี้ก็ไม่มีวันหลับ .. / ธุรกิจบนทางเท้า .. ชีวิตที่ต่อสู้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้ ..

ค่ำคืนนี้ก็ได้เวลาบอกลาสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีกันแล้วเพราผมต้องไปต่อ MRT ที่ศาลาแดงกลับไปลานจอด Park & Go ของสถานีลาดพร้าว เพื่อจะไปพาน้องแจ๊สที่จอดทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นกลับบ้านไปนอนพักผ่อนกันเสียที ในยามที่สิ้นแสงทิวา ณ ราตรีหนึ่ง เมื่อได้ไปถึง ที่กลางกรุงเทพฯ ..

 

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 30 กันยายน 2558 เวลา 20:44 น. GMT+7 TH

2012-12-07 – Restoration & Hand Color : ภาพถ่ายเก่า .. เราซ่อมได้ ..


งานนี้อาจารย์สุขเกษมบรรยายไปเมื่อ 2012-12-07 พร้อมๆ กับ Clipping Path นั่นแหละครับ แล้วอาจารย์มาเพิ่มเติมให้ในแล็ปของสัปดาห์นี้ให้ด้วย ผมเลยสรุปเอาจากทั้ง 2 ครั้งแล้วเอามารวมกันไว้ในเอนทรี่นี้ เผื่อใครไม่ได้เข้าเรียนก็จะได้ใช้เป็นแนวทางให้ลองฝึกปฏิบัติตามอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ครับ
จากเฟซบุ๊คในกลุ่ม MJR3202 ที่พวกเราใช้ติดต่อปรึกษากับอาจารย์ผู้สอนใครยังไม่ได้เข้ากลุ่มก็ให้เพื่อนๆ add ให้โดยด่วนนะครับ เพราะในกลุ่มอาจารย์จะมีการสรุปเนื้อหาที่บรรยายและสั่งงานนักศึกษาด้วย ติดตามกันได้ครับ
เอาล่ะมาเข้าเนื้อหาของเรากันครับ
ผมขอสรุปลำดับขั้นตอนการปฏิบัติกันก่อนนะครับ .. จากในกลุ่ม MJR3202 อาจารย์ท่านได้สรุปคำบรรยายเอาไว้ให้ดังนี้ครับ

  1. Restoration การแก้ไขภาพถ่ายเก่า และ ระบายสี Hand Color
  2. เครื่องมือที่ใช้ Clone Stamp, Patch, Spot healing Brush, Healing Brush
  3. และระบายสีภาพถ่ายเก่า Hand Color ด้วย Color blend Mode

มาเริ่มลงมือฝึกไปพร้อมๆ กันเลยครับ ..

  1. เปิดภาพเก่าที่เราต้องการนำมาแก้ไขครับ (ใครไม่มีไปโหลดได้ ที่นี่ ครับ)

    เปิดภาพเก่าของเราขึ้นมา .. เดี๋ยวเราจะแก้ไขภาพนี้กันครับ ..
  2. การซ่อมแซมภาพที่มีร่องรอยความเสียหาย เราจะใช้เครื่องมือในลิ้นชักที่ 2 ใน Tool Box ซึ่งก็คือกลุ่มของ Edit & Retouch

    ใช้เครื่องมือในกลุ่ม Edit & Retouch อยู่มรลิ้นชักที่ 2 ของ Tool Box
    ส่วนเครื่องมือที่เราจะใช้ในคราวนี้ก็คือ
    • Spot Healing Brush Tool
    • Healing Brush Tool
    • Patch Tool
    1. เครื่องมือตัวแรกที่เราจะใช้ก็คือ Patch Tool ครับ หลักการทำงานของเครื่องมือนี้เหมือนการปะชุนผ้าของช่างซ่อมเสื้อผ้าครับ แล้วมันหมายความอย่างไรน่ะหรือ? ก็คือจะใช้การเลือกเอาพื้นที่ส่วนที่ยังดีอยู่มาปะลงไปแทนที่ส่วนที่เสียหายของภาพนั่นเอง

      การใช้งานก็เริ่มจากการที่เราต้องสร้าง Selection เพื่อเลือกส่วนที่ต้องการแก้ไขซะก่อน โดยการเอาเมาส์คลิ๊กค้างแล้วลากให้รอบพื้นที่ที่เราต้องการจะเกิดเป็นเส้นประล้อมรอบส่วนที่เราเลือก จากนั้นก็เอาเมาส์คลิ๊กค้างในพื้นที่ที่เราเลือกแล้วลากออกไปด้านข้าง สังเกตนิดนึงเวลาเราลากไปนั้นพยายามเลือกให้ภาพที่มาแทนเป็นแนวเดียวกับพื้นที่รอบข้าง (เข้าใจไม๊ครับ? .. คือแบบว่าไม่รู้จะเขียนอธิบายยังไงดี แต่ถ้าลองลงมือทำให้จะเห็นภาพและเข้าใจได้เองแน่นอน ผมรับรอง .. ไม่ยากเลยและก็สะดวกสบายมาก) เหมาะกับเพื้นที่ที่แทบทุกรูปแบบ เพราะเราเอาพื้นที่ข้างๆ มาทดแทนส่วนที่เสียเลยจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของสีที่แตกต่างกัน
    2. มาดูที่เครื่องมือต่อไป Spot Healing Tool จะเป็นการคำนวณโดยเอาพื้นที่จะ pixel รอบๆ ที่อยู่ใกล้เคียงมา blend เข้าหากัน

      การใช้งานเครื่องมือนี้ง่ายดายมาก แค่ปรับขนาดให้ brush ให้ได้ขนาดตามต้องการ (จำได้ไม๊ครับ .. ว่าใช้ปุ่ม Shortcut ใดบนคีย์บอร์ดเอ่ย? .. คำตอบคือปุ่ม [ และ ] ยังไงครับ ..) แล้วก็เอามาคลิ๊กลงไปที่ส่วนที่เราต้องการแก้ไข จะคลิ๊กแล้วปล่อยหรือคลิ๊กแล้วลากไปมาก็ได้ครับ ทดลองทำกันดูเลยครับ ..
    3. แล้วก็มาถึงเครื่องมือตัวสุดท้ายที่เราจะใช้งานสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ Healing Brush Tool

      การทำงานก็จะคล้ายๆ กับ Spot Healing Brush Tool เพียงแต่เจ้าเครื่องมือตัวนี้จะไม่ช่วยคำนวณหาพื้นที่ๆ ข้างให้เรา เราต้องกำหนดจุดที่เราต้องการนำมาใช้ด้วยตัวเอง มาลองดูวิธีการใช้งานกันครับ เริ่มต้นเราต้องปรับขนาดหัว Brush กับให้ได้ขนาดตามที่ต้องการซะก่อน แล้วก็กดปุ่ม Alt บนคีย์บอร์ดของคุณค้างเอาไว้ สัญลักษณ์ของเม้าส์จะเปลี่ยนเป็นเหมือนเป้ายิงธนูครับ แล้วเราก็คลิ๊กเลือกพื้นที่ (เอาตรงที่ดีๆ นะ ไม่ใช่เอาตรงที่เสียๆ มาล่ะ .. -.-‘ ) มันก็จะจำเอาพื้นที่นั้นไว้เพื่อเอามาเป็นจุดอ้างอิง (เป็นการล็อคเป้า เพื่อเป็นจุดอ้างอิงครับ .. ไม่ใช่การ Copy นะครับ)
      แล้วเราก็เอามาเม้าส์มาคลิ๊กตรงที่ต้องการแก้ไข โปรแกรมจะนำเอาจุดอ้างอิงนั้นมาทดแทนให้ หากเราเลื่อนไปในทิศทางต่างๆ ก็จะเป็นการนำพื้นที่ในทิศทางที่เราเลือกโดยอ้างอิงจากจุดที่เราได้ล็อคเป้าเอาไว้มาใช้งาน (งงป่ะ? คือมันไม่ได้ Copy จุดที่เราเลือกเท่านั้น แต่เป็นการอ้างอิงถึงจุดที่เราเลือกและพื้นที่รอบๆ นั้นด้วย .. ลองทำดูดีกว่าครับ เพราะจะให้อธิบายเป็นตัวหนังสือคงยากมากที่จะให้เข้าใจได้ง่ายๆ ผมถึงได้บอกอยู่เสมอๆ ว่า ให้ลงมือทำไปพร้อมๆ กันเลย อย่าอ่านแต่เพียงอย่างเดียว .. ~.~ ..

      ส่วนเครื่องมือ Clone Stamp จะใช้งานคล้ายๆ กับ Healing Brush ครับ มีการล็อคเป้าด้วยวิธีเดียวกัน แต่ที่ต่างกันก็คือจะเป็นการ Copy เอาแต่จุดนั้นๆ มาใช้ครับ เหมือนการใช้ตรายางปั๊มลงไปครับ ทดลองทำดูจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ ลองอ่านเพิ่มเติมที่ Healing Brush Tool ด้านบนเพื่อเปรียบเทียบกันดูนะครับ ขออนุญาตไม่ Capture รูปนะครับเพราะการใช้งานใกล้เคียงกัน ตัวเครื่องมือก็อยู่ด้านล่างของ Healing ใน Tool Box ครับ

      เอาล่ะก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ผมคิดว่าเพื่อนๆ คงลงมือทำกันกันจนเข้าใจแล้วนะครับ ฝึกบ่อยๆ ก็จะคล่องมือไปเองครับ (ผมก็กำลังฝึกอยู่เช่นกันครับ)

  3. ขั้นต่อไปก็จะเป็นการเพิ่มสีสันให้กับภาพขาว-ดำของเรา เพราะ Our world need the colorful .. มาลองกันเล๊ยยยยย ..
  4. ก่อนอื่นต้องตรวจสอบดูก่อนว่า Layer ที่เราทำงานอยู่นั้น อยู่ในโหมดไหน? ให้เราเปลี่ยนให้เป็นแบบ RGB ซะก่อน ไม่อย่างนั้นเครื่องมือที่เกี่ยวกับ Color จะไม่ทำงาน

    เปลี่ยนโหมดของ Layer ที่เราจะทำงานให้เป็น RGB กันซะก่อน
  5. สร้าง Layer ใหม่ขึ้นมา เดี๋ยวเราจะระบายสีกันใน Layer นี้แหละ

    สร้าง Layer ใหม่ขึ้นมาเพื่อจะได้เอาสีที่เราชอบระบายลงไป ..
  6. จากนั้นก็เลือกเครื่องมือพู่กัน (Brush) เพื่อที่เราจะได้เอามาระบายสีรูปถ่ายของเรา การเลือกสีก็ให้คลิ๊กที่สี่เหลี่ยมสีดำ-ขาวซ้อนกันที่อยู่ด้านล่างของ Tool Box แล้วเลือกสีที่เราโปรดปรานกันได้เลย

    เลือกสี Foreground ได้จาก สี่เหลี่ยมเล็กๆ ซ้อนกันที่ด้านล่างของ Tool Box ปรับแต่งเลือกสีได้ตามต้องการ แล้วตอบ OK
  7. เอาพู่กัน (Brush) ระบายสีให้เต็มพื้นที่ที่เราต้องการให้ทั่ว เมื่อพอใจแล้วก็ไปที่ Palette > Layer ที่ปกติแสดงอยู่ด้านขวามือของหน้าจอ แล้วก็ไปที่ Color Blend เลือกโหมดเป็น Color จะเป็นการ Blend สีของทั้งสอง Layer เข้าหากัน หากตรงไหนที่ระบายเกินพื้นที่ที่ต้องออกมา ก็ให้ไปที่ Tool Box แล้วเลือกที่เครื่องมือยางลบ (Eraser) ค่อยๆ ลบส่วนที่เกินออกไป ถ้าหากว่ามองไม่เห็นก็ให้ Zoom เข้าไปใกล้ๆ (โดยใชปุ่ม Ctrl + เครื่องหมาย -,+ เพื่อย่อ-ขยาย) จะเห็นได้ชัดๆ

    เลือกเอาพูกัน (Brush) จาก Tool Box ปรับขนาดหัวแปรงให้ได้ตามต้องการ จากนั้นระบายไปบนพื้นที่ที่เราต้องการให้ทั่ว แล้วก็เลือก Color Blend Mode ที่ Palette > Layer ให้เป็น Color


    ลองขยายดูนะครับ ว่ามีสีที่เราระบายเลอะออกมานอกพื้นที่ที่ต้องการหรือเปล่า? ถ้ามีก็เลือกใช้เครื่องมือยางลบ (Eraser) จาก Tool Box เอามาลบส่วนที่เกินนั้นออกไปซะให้เรียบร้อย

  8. แล้วถ้าต้องการเพิ่มสีในตำแหน่งอื่นๆ ก็ทำตามขั้นตอนด้านบนซ้ำไปเรื่อยๆ (แนะนำให้เพิ่ม Layer ที่ทำงานกับแต่ละสีไปเรื่อยๆ เพื่อความสะดวกในการควบคุม หรือจะทำใน Layer เดียวกันก็ได้ ไม่มีใครว่า ..)

    จะเพิ่มสีไหนอีก ก็อย่าลืมเพิ่ม Layer ใหม่ด้วยนะครับ เพื่อความสะดวกเวลาปรับแต่งต่อไป
  9. การแยก Layer สำหรับแต่ละสีจะทำให้เราควบคุม Opacity ของแต่ละ Layer ได้ง่าย ทำให้ปรับแต่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น แล้ว Opacity มันคืออะไร เอาไว้ใช้ทำอะไรให้ภาพถ่ายของเราเหรอ?

    สังเกตดูที่หน้าของคนในภาพตัวอย่างนะครับ .. ภาพเล็กที่ตั้งค่า Opacity เอาไว้ 100% หน้าจะแดงกว่าภาพใหญ่ที่ตั้งค่า Opacity ไว้ที่ 75% เท่านั้น หน้าคนในภาพใหญ่ก็เลยดูจะเป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะหน้าของคนคงไม่แดงขนาดนั้น (เอ๊ะ .. หรือเค้าจะเป็นไข้ไม่สบายหรือเปล่า?)

    คำตอบคือ Opacity แปลว่าความทึบแสง เราสามารถปรับความทึบแสงให้กับแต่ละ Layer ได้ เป็นการทำให้สีที่เราระบายลงไปนั้นมีความเข้มของสีมาก-น้อยตามค่า Opacity ที่เราปรับด้วย เอาไว้ใช้เมื่อเราต้องการให้สีบางสีมีความเข้มลดลงเพื่อความเป็นธรรมชาติ เช่นหน้าคนให้เป็นสีชมพูไม่ใช้สีแดงที่เราระบายลงไปอย่างนั้น เราก็ลดค่า Opacity ลงนิดหน่อยก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ลองใช้งานกันดูนะครับ

  10. เมื่อเราทำครบทุกสีตามที่ชอบก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ จะมากจะน้อยก็ตามแต่จินตนาการของแต่ละบุคคลครับ
  11. มาเปรียบเทียบกันซักหน่อยนะ ระหว่าง BEFORE vs AFTER จะเห็นความแตกต่าง ภาพเก่าของเราจะดูดีมีสีสันสวยงามขึ้นมาอย่างง่ายดาย สามารถพลิกฟื้นคืนสีสันสดสวยมีชีวิตชีวาให้กับภาพความหลังเก่าๆ ของเราได้เป็นอย่างดี ง่ายๆ แบบนี้ใครๆ ก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นจริงไม๊ครับ ..

    เปรียบเทียบกันดูระหว่าง ก่อนและหลังการแก้ไข (ดูหน้าตาสดใสมีสีสันขึ้นมาเชียวนะนั่น .. 555+)

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์สุขเกษมเป็นอย่างสูงที่ให้ความกรุณาช่วยทบทวนให้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เอนทรี่นี้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ กันบ้างนะครับ
งานปฏิบัติต้องลงมือทำครับ จะเข้าใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบครับ

เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2555 เวลา 15:40 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : APRIL GUY

20121207 – เรื่องของ “Clipping Path” .. ไม่ง่าย .. แต่ก็ไม่ยากนะ ..


งานตัวอย่างจากอาจารย์ครับ ..

การบ้านวิชา MJR3202 เป็นภาพใช้ฝึกทำ Clipping Path โดยโปรแกรม Photoshop สรุปจาก http://www.facebook.com/groups/jr3o2/

การทำ Clipping Path

ภาพรวมและแนวปฏิบัติของขั้นตอนการทำ Clipping Path ..

  1. สร้าง selection (ด้วยการใช้ Quick mask mode / Quick selection)
  2. Save selection / Load selection,
  3. Refine Edge > Path > Clipping Path.
  4. อาจารย์สุขเกษมท่านมาช่วยขยายความเพิ่มเติมดังนี้ครับ ..
  • สร้าง selection เสร็จแล้ว ตั้งชื่อ เซฟไว้
  • ไปที่ Path > make work path from selection > save path > clipping path ใส่ flateness สัก 2 pixel แล้ว save file ไว้
  • การปรับสีสัน เลือก layer ภาพทีต้องการปรับ แล้วใช้เครื่องมือต่าง ๆ ปรับแต่ง

เอาล่ะ .. เราลองมาทำตามที่อาจารย์สุขเกษมสอนในแล็ปกันเลยนะครับ ..

ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจร่วมกันไว้ตรงนี้สักนิดนึงก่อนนะครับ ทุกเอนทรี่ในหมวดหมู่นี้ คุณสามารถจะคลิ๊กที่แต่ละภาพ เพื่อดูภาพขนาดใหญ่ได้นะครับ เผื่อว่ามองรายละเอียดไม่เห็น ในบล็อคนี้ผมจะตั้งค่าไว้ให้จำกัดขนาดด้านกว้างของภาพสูงสุดที่ 600 px เท่านั้นครับ เกินกว่านี้จะทำให้การแสดงผลผิดพลาดไป ก็เลยขออนุญาติไม่แก้ไข stylesheet ตรงส่วนนี้นะครับเพราะจะกระทบกับส่วนอื่นๆ ของบล็อคและเอนทรี่เก่าๆ ที่เขียนไว้ทั้งหมดอีกด้วย ต้องขออภัยในความไม่สะดวกไว้ ณ ที่นี้ด้วยจริงๆ

กลับมาที่เรื่องของเรากันดีกว่าครับ ..

  1. เปิดภาพที่ใช้ฝึกปฏิบัติกันก่อนครับ (ใครยังไม่มี .. ก็ไปโหลดกันได้จาก ลิ้งค์นี้ เลย)
     
  2. เสร็จแล้วให้ทำการ Duplicate Layer ขึ้นมาเพื่อที่การทำงานของเราจะได้ไม่ไปเกิดผลกระทบกับภาพต้นฉบับ แล้วก็ปิดตา Layer ต้นฉบับเอาไว้ครับ

    จะใช้วิธี คลิ๊กขวาที่ Layer ต้นฉบับแล้วเลือกคำสั่ง Duplicate Layer หรือจะคลิ๊กค้างที่ Layer ต้นฉบับแล้วลากไปที่ไอคอน New Layer ด้านล่างของ Palette หรือวิธีอื่นใดก็ได้ตามแต่ความถนัดของแต่ละคนเลยครับ
  3. เลือกใช้เครื่องมือ Quick Selection Tool จาก Tool Box
     
  4. คลิ๊กเลือกพื้นที่ที่เราต้องการในชิ้นงาน โปรแกรมจะเลือกพื้นที่ให้โดยอัตโนมัติ เราสามารถปรับแต่งขนาดของหัว Brush ได้ตามต้องการโดยใช้ปุ่ม [ และ ] บนคีย์บอร์ด ให้คลิ๊กเลือกไปก่อนเพราะเดี๋ยวเราต้องมาปรับแต่งโดยละเอียดกันอีกทีในขั้นตอนต่อไป
  5. กดปุ่ม Quick Mask Mode ด้านล่างของ Tool Box ในชิ้นงานส่วนที่เราไม่ได้เลือกจะเป็นสีแดงๆ แบบโปร่งใส

    ปุ่ม Quick Mask Mode อยู่ที่ด้านล่างของ Tool Box / พื้นที่ที่ไม่ได้ถูกเลือกจะเป็นสีแดงแบบโปร่งใส นั่นก็หมายความว่าเรากำลังทำงานอยู่บน Mask นะครับ เพราะฉะนั้น Foreground จะเป็นส่วนที่เราไม่ได้เลือก ส่วน Background ก็จะเป็นส่วนที่เราเลือกนะครับ ส่วนชิ้นงานจริงจะอยู่ด้านล่างของ Mask อีกที (งงไม๊ครับ .. ค่อยๆ ลำดับเป็นขั้นเป็นตอนไปนะครับ จะได้ไม่งงเหมือนผม เพราะผมล่ะงงจริงๆ เล๊ยเรื่องเนี๊ยะ .. 555+)
  6. แล้วเราก็ไปเลือกเครื่องมือ Brush (B) ใน Tool Box แล้วสังเกตด้านล่างของ Tool Box ก็จะเห็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ สีดำ-ขาวซ้อนกันอยู่ เราใช้ในการเปลี่ยน Foreground / Background โดยใช้ปุ่ม X บนคีย์บอร์ดเพื่อสลับไปมาได้ แต่เราจะสลับไปเพื่ออะไรน่ะหรือ? คำตอบก็คือ .. เพื่อที่จะเพิ่มหรือลบพื้นที่ที่เราต้องการใน Quick Mask Mode ไงล่ะครับ ทดลองใช้ดูนะครับ จะเข้าใจและเห็นภาพได้ชัดเจนกว่ามานั่งอ่านเฉยๆ ครับ
     
    กดปุ่ม X บนคีย์บอร์ดของคุณเพื่อสลับระหว่าง Foreground / Background
  7. หากว่าเรามองสีแดงโปร่งแสงของ Quick Mask Mode ไม่ชัดเจน ก็ให้ไปที่ Pallette > Channel แล้วก็มองหาที่รูปลูกตา (Indicate Channel Visibility) ให้เราคลิ๊กเพื่อปิดตา Channel -> RGB เสียก่อน แล้วให้เปิดตา Channel -> Quick Mask เอาไว้ เราจะเห็นชิ้นงานเป็นสีขาวกับดำ ทำให้มองเห็นพื้นที่ที่ต้องการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
     
    ไปที่ Palette > Channels จะสามารถปิดตา  Channel -> RGB ได้นะครับ เปิดตาเฉพาะ Channel -> Quick Mask ก็จะเห็นชัดเจนขึ้นนะครับ ลองดูครับ ให้ความสะดวกในการจัดการพื้นที่ที่เราต้องการได้ง่ายขึ้นเยอะเลย (เปิดตา Channel -> RGB เพื่อตรวจสอบเรื่อยๆ นะครับ จะได้ไม่ขาดๆ เกินๆ)
  8. เมื่อเราเลือกพื้นที่ในชิ้นงานตามขั้นตอนข้างต้นจนพอใจแล้ว ที่ด้านล่างของ Tool Box ให้คลิ๊กที่ Quick Mask Mode อีกครั้ง ในชิ้นงานจะกลายเป็น Selection (เป็นเส้นประล้อมรอบพื้นที่ที่เราเลือกไว้) อาจจะใช้การ Inverse Selection (Ctrl + Shift + I กดปุ่ม Ctrl พร้อมกับ Shift และปุ่ม I (ไอ) บนคีย์บอร์ด) เพื่อสลับไปเลือกส่วนที่ตรงกันข้าม จากนั้นให้ Save Selection เอาไว้ ด้วยคำสั่ง Select > Save Selection แล้วตั้งชื่อตามที่ชอบเก็บเอาไว้


    สามารถ Inverse Selection ได้นะครับ เพื่อสลับไปเลือกส่วนที่ตรงกันข้ามอย่างง่ายดาย แล้วก็อย่าลืม Save Selection เก็บเอาไว้นะครับ

  9. ไปคลิ๊กที่ Palette > Path แล้วคลิ๊กที่ Palette Menu ตรงมุมบนขวามือของ Palette แล้วเลือก Make Work Path แล้วกดปุ่ม OK จะได้ Work Path ขึ้นมาใน Palette Path ให้เรา คลิ๊กที่ Palette Menu อีกครั้งแล้วเลือก Save Path แล้วตั้งชื่อตามต้องการ Work Path ใน Palette จะเปลี่ยนไปเป็นชื่อที่เราตั้งไว้


    คลิ๊กที่ Palette > Paths เลือกคำสั่ง Make Work Path จาก Palette Menu ที่อยู่มุมบนขวาของ Palette แล้วไม่ต้องคิดมาก ตอบ OK ไปเล๊ยยยย

     
    ที่ Palette Menu เลือกคำสั่ง Save Path ..


    แล้วก็ Save Path ซะให้เรียบร้อย

  10. คลิ๊กที่ Palette Menu ที่มุมบนขวาของ Palette อีกครั้ง แล้วเลือก Clipping Path ใส่ค่า Flateness = 2 แล้วกดปุ่ม OK

    ชื่อ Path จะเปลี่ยนไปเป็นชื่อที่เราตั้งไว้เมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับ คลิ๊กที่ Palette Menu อีกที เลือกคำสั่ง Clipping Path ครับ


    ลองใส่ค่า Flateness ซัก 2 Pixel ตามที่อาจารย์บอกดูนะครับ

  11. Save File เอาไว้

    Save file เก็บไว้ได้เลย .. เราได้ Clipping Path เอาไว้ใช้แล้วครับ ..
  12. หลังจากนี้เราก็จะมี Path ที่เรา Save เอาไว้ ซึ่งจะเรียกมาใช้เป็น Selection เมื่อไหร่ก็ได้ตามแต่ใจปรารถนาแล้วครับ

 

การใช้งาน Clipping Path

จากตรงนี้ เดี๋ยวเราลองนำ Clipping Path ที่เราทำไว้มาใช้งานดูนะครับ

  1. เปิดไฟล์งานที่เราทำ Clipping Path ไว้แล้ว ขึ้นมาที่หน้างานของเราครับ
     
  2. ที่ Palette > Path คลิ๊กที่ Path ที่เราทำไว้ แล้วที่ด้านล่างของ Palette ให้กดที่ปุ่ม Load path as a selection จะทำให้ Path ของเรากลายเป็น Selection (เป็นเส้นประ)

    เอา Path ที่เราสร้างและบันทึกเก็บไว้มาใช้เป็น Selection


    Selection ที่ได้จะแสดงเป็นเส้นประรอบพื้นที่ที่เรา Load มาจาก Path นะครับ

  3. ใช้ Ctrl + Shift + I เพื่อ Inverse Selection แล้วก็กดปุ่ม Delete บนคีย์บอร์ด เพื่อลบพื้นที่ส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไป

    สลับการเลือกโดยการใช้ Inverse Selection (Ctrl + Shift + I) แล้วกดปุ่ม Delete บนคีย์บอร์ดเพื่อลบส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไปซะ ส่วนนั้นก็จะกลายเป็น Transperent แล้วครับ (ถ้า Delete แล้วมันไม่ยอมหายไป อาจจะเกิดจากคุณไม่ได้ปิดตา Layer -> Background ที่ถูกล็อคกุญแจไว้ ดูที่ Palette > Layer แล้วมองหาว่าคุณได้ปิดตามันหรือยัง? ถ้ายังก็คลิ๊กที่ลูกตาข้างหน้า Layer นั้นเพื่อปิดตามันซะก็สิ้นเรื่อง .. 555+)
  4. เปิดภาพใหม่ที่ต้องการจะนำมารวมในชิ้นงานของเรา เลือกทั้งหมด (Ctrl + A) หรือจะเลือกเท่าที่ต้องการโดยใช้เครื่องมือ Selection ใน Tool Box ก็ได้ แล้ว Copy (Ctrl + C) ไว้ใน Clipboard

    ผมเลือกทั้งหมดครับ (Ctrl + A) แล้ว Copy (Ctrl + C) เลยครับ .. ง่ายดี .. 555+
  5. แล้วกลับมาที่หน้างานของเรา ให้ Paste (Ctrl + V) ลงในหน้างาน โปรแกรมจะสร้าง Layer ใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับภาพจาก Clipboard ที่เรานำมา Paste เข้าไปให้โดยอัตโนมัติ อย่าได้ตกใจว่า เฮ้ยยยย .. Selection ที่ตรูทำไว้เมื่อกี๊มันหายไปไหนว๊ะ?!?!?!? มันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ เพียงแต่มันถูก Layer ใหม่ที่อยู่ด้านบนบังเอาไว้ ทำให้เรามองไม่เห็นนั่นเอง เพียงแค่เราคลิ๊กที่ Layer ค้างไว้ แล้วลากให้มันมาอยู่ด้านบน ก็จะมองเห็นได้เหมือนเดิมแล้วครับ ..

    สังเกตดูที่ Palette > Layer นะครับ เมื่อ Paste ลงมาในชิ้นงานจะมี Layer ใหม่ที่แสดงผลของภาพที่เรา Copy มา อยู่ด้านบนของ Layer เดิมของเรา ให้คลิ๊กค้างไว้ที่ Layer เดิมของเราแล้วลากขึ้นมาอยู่ข้างบนซะก็เรียบร้อย ..
  6. คราวนี้เราก็มาทำให้ภาพใน Layer ใหม่มันเบลอๆ หน่อย จะได้ไม่มาแย่งความสนใจจากเรือของเรา โดยการเลือกที่ Layer แล้วไปที่คำสั่ง Filter > Blur > Motion Blur แล้วใส่ค่า parameter ต่างๆ ตามความเหมาะสม อย่าลืม Check Box ที่ Preview เอาไว้ด้วยนะครับ จะได้เห็นผลการปรับแต่งได้อย่างทันใจ เมื่อได้ผลตามที่ต้องการแล้วก็กดปุ่ม OK

    เลือกที่ Layer ใหม่ของเราแล้วใส่ Filter > Blur > Motion Blur


    ปรับแต่งค่า Parameter ของ Filter ตัวนี้ตามต้องการ อย่าลืม Check Box ที่ Preview ด้วยนะครับ

  7. ในการปรับแต่งแสงสีของตัวเรือ ก็ให้คลิ๊กเลือก Layer นั้นแล้วใช้เครื่องมือต่างๆ ใน Image > Adjustments แล้วเลือกปรับแต่งตามต้องการ จากตัวอย่างนี้ผมใช้แค่ Equalize เท่านั้นเองครับ

    คลิ๊กเลือก Layer ที่ต้องการปรับแต่งแสงสี แล้วก็จัดการซะ ..
  8. เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    การบ้านของเราก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วคร๊าบบบบ ..

หากมีข้อผิดพลาดตรงไหน ก็ช่วยแนะนำติติงเพื่อที่ผมจะได้นำมาแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป อยากให้ทดลองทำกันดูนะครับ เพื่อจะได้เกิดความชำนาญและเข้าใจในลำดับและจุดมุ่งหมายของแต่ละขั้นตอน มีประโยชน์มากมายจริงๆ ครับ สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ฝึกฝนใช้งานให้คล่องแคล่วจะช่วยเพิ่มทักษะของตัวเราเองได้ต่อไปในอนาคตครับ

ขอขอบคุณ อาจารย์สูขเกษม ที่ให้คำแนะนำและตอบข้อสงสัยอย่างละเอียด ผมจึงขอนำความรู้จากอาจารย์มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2555 เวลา 18:42 น. GMT+7 TH
ผู้เขียน : April Guy

100 Things I’ve Learned About Photography

วันนี้นั่งอ่านบล็อคของเพื่อนๆ ในบล็อคแกงค์ไปเจอบล็อคนึงเขียนเรื่องนี้เอาไว้อ่านดูแล้วก็รู้สึกว่า เออ..จริงแฮะ เลยอยากเอามาเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์กันหลายๆ คน ลองอ่านกันดูนะครับ

ขอขอบคุณต้นฉบับ .. จากที่นี่ครับ : ow.ly/66vbZ

อันนี้บล็อคของเพื่อนที่เอามาเผยแพร่ ผมไปอ่านเจอที่นี่แหละครับ ลองตามลิ้งค์ไปอ่านก็ได้ครับ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moresaw&month=11-10-2011&group=4&gblog=7

 

(100 Things I’ve Learned About Photography)
100 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการถ่ายภาพ

  1. Never do photography to become a rock-star
    อย่าถ่ายรูป เพราะหวังว่าจะได้เป็นดารา
  2. Enjoy what you are shooting
    สนุกกับสิ่งที่เรากำลังจะถ่าย
  3. Prepare well for your shooting, realizing that your battery isn’t charge when you’re setting up for that sunrise shoot is too late
    เตรียมตัวให้ดีๆ ก่อนถ่าย การนึกออกได้หลังจาก .. ตื่นตีห้า เดินอีกสามกิโลไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ว่า .. เมื่อคืนไม่ได้ชาร์จแบต .. มัน "สาย" ไปมาก
  4. Always take one warm garment more than you actually need with you
    อย่าลืมใส่เสื้อตัวอุ่นเพิ่มอีกตัว
  5. Pay attention to your thoughts and emotions while you are shooting
    ใส่ใจกับหลากความคิดและหลายอารมณ์ของคุณ ขณะกำลังจะกดชัตเตอร์
  6. Set goals you can achieve
    ตั้งเป้า .. ในสิ่งที่ทำได้
  7. Write tips about photography, because writing is also learning
    เขียนกลเม็ดการถ่ายรูป เพราะการเขียนคือการเรียนรู้
  8. Never go shooting without a tripod
    อย่าไปถ่ายรูป โดยไม่มีขาตั้ง
  9. Be pleased with the little prosperities
    แสดงยินดีกับตัวเองเสมอ แม้ก้าวหน้าไปเล็กน้อย
  10. Build relationships with potential photo buddies
    สร้างความสัมพันธ์อันดีงาม กับเพื่อนซี้ที่รักถ่ายรูป
  11. Watch the place you want to shoot first with your heart then with the camera
    เล็งดูสรรพสิ่งที่คุณจะถ่าย ด้วยหัวใจและจิตใจของคุณก่อนเล็งด้วยกล้อง
  12. Always stay calm
    ใจเย็นเสมอ
  13. Know that you tend to overestimate yourself
    รู้ให้แม่นว่า คุณยกตัวเองเกินไป
  14. Perspective is the killer
    มุมมองสัดส่วนที่ตาเห็น ทำภาพเจ๊งเสมอ
  15. Dedicate yourself to photography, but never browbeat yourself too much
    ทุ่มเทตัวเราให้กับการถ่ายรูป  แต่อย่าถึงกับเคี่ยวเข็ญ
  16. Take part in a photography community
    มีส่วนร่วมกับสังคมคนถ่ายรูป
  17. Keep your camera clean
    รักษากล้องให้สะอาดหน่อย
  18. Never compare yourself to others in a better or worse context
    อย่าเทียบตัวเองกับคนอื่น ในแง่ว่าเราดีกว่าหรือแย่กว่า
  19. Find your own style of photography
    จงค้นหาสไตล์การถ่ายรูปของคุณเองให้ได้
  20. Try to compose more and to hit the shutter less
    พยายามเล็งมุมมองให้มากเข้าว่า  แล้วกดชัตเตอร์ให้น้อยเข้าไว้
  21. Seek out and learn to accept critique on your images
    จงค้นหาและเรียนรู้ที่จะยอมรับได้ .. กับคำวิจารณ์รูปถ่ายของคุณ
  22. Do something different to recover creativity
    ทำอะไรให้มันแตกต่่างซะมั่ง  จะได้เจอความคิดสร้างสรรค์ที่ทำหล่นหายไป
  23. Get inspiration from the work of other photographers
    เก็บแรงบันดาลใจ จากงานของตากล้องคนอื่น
  24. Criticize honestly but respectfully
    วิจารณ์อย่างจริงใจ แต่อ่อนน้อมสุภาพ
  25. Get feedback from your lady
    น้อมรับคำแนะนำจากคุณแฟนคุณเสมอ !!!
  26. Don’t copy other photographer’s style
    อย่าก๊อปสไตล์ตากล้องคนอื่น
  27. Be bold
    ทำใจกล้าๆ เข้าไว้ !!!
  28. Take care of the golden ratio
    ดูแลอัตราส่วนทองให้ดีๆ  (โปรดค้นหาความหมาย อัตราส่วนทอง จาก wiki)
  29. 10 mm. rocks!
    ความยาวโฟกัสเลนส์ 10 mm. มัน .. ระเบิดเถิดเทิง!
  30. Take self portraits
    ถ่ายรูปตัวเองมั่ง
  31. Read books about photography
    อ่านหนังสือตำราถ่ายรูปให้มากเข้าไว้
  32. To give a landscape photograph the extra boost, integrate a person (maybe yourself)
    ภาพถ่ายทิวทัศน์น่าดูขึ้น อย่าลืมใส่"มนุษย์"เข้าไปด้วย (ไม่มีใคร ตัวเองก็ได้)
  33. Every shooting situation is different than you expect
    ทุกสถานการณ์ถ่ายรูป ไม่เคยเป็นตามที่เราคิด 🙂
  34. Pay attention to s-curves and lines
    ใส่ใจกับเส้นโค้งตัว S และเส้นตรง
  35. Always shoot in RAW
    ถ่้ายเป็น RAW เสมอ
  36. Keep your sensor clean, so you can save some work cleaning your image in post production
    รักษาเซนเซอร์ให้สะอาด จะช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดรูปของคุณหลังถ่าย (ไม่ขอแปลที่เหลือ)
  37. Discover the things you think are beautiful
    ค้นหาทุกสรรพสิ่งที่คิดว่างดงามให้เจอ
  38. It takes time to become a good photographer
    จะเป็นตากล้องชั้นเทพ มันต้องอาศัยเวลา
  39. The best equipment is that what you have now
    อุปกรณ์ถ่ายรูปที่ดีที่สุด คือ อะไรที่ใช้อยู่ตอนนี้นั่นแหละ
  40. You can’t take photographs of everything
    เราไม่สามารถถ่ายรูปทุกอย่างได้หรอก
  41. Break the rules of photography knowingly, but not your camera 😉
    พยายามทำลายกฏการถ่ายรูปที่รู้จักทุกกฏ  แต่อย่าแม้แต่จะคิด .. ที่จะทำลายกล้อง 😉
  42. Pay attention to the different way that light falls on different parts of your scene
    ใส่ใจกับวิถีแสงที่ส่องสู่แง่มุมต่างๆของภาพที่จะถ่าย
  43. The eye moves to the point of contrast
    ตาเรา ชอบมองแต่จุดที่แตกต่าง
  44. Clouds increase the atmosphere of a landscape
    เมฆ ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ภาพทิวทัศน์
  45. Start a photoblog
    เริ่มเขียนบล็อกถ่ายรูปได้แล้ว
  46. Accept praise and say “thank you”
    น้อมรับคำยกย่อง ก่อนกล่าวคำ ขอบคุณ
  47. ‘Nice Shot’ is not a very useful comment to write
    ‘ถ่ายดีนี่’ ไม่ใช่คำวิจารณ์ภาพที่มีประโยชน์อะไรเลย
  48. ‘Amazing!’ isn’t useful either. Try to describe specifically what you like or don’t like about an image.
    ‘ถ่ายเยี่ยม’ ก็ไม่ได้ประโยชน์พอกัน  พูดให้มันชัดๆสิว่า เราชอบหรือไม่ชอบภาพ ตรงไหน เพราะอะไร
  49. You are not your camera
    ‘คุณ’ .. ไม่ใช่กล้องของคุณ
  50. Ask a question at the end of your comment on a photo to get a ping-pong conversation with the photographer
    อย่าลืมถาม .. ตอนจบความเห็นเกี่ยวกับรูปภาพเพื่อจะได้ ‘คุยกันมั่ง’ กับช่างภาพ
  51. Do a review of your archives on a regular basis, the longer you photograph – the more diamonds are hidden there
    เอาภาพที่ถ่ายไว้มาดูบ่อยๆ ให้สม่ำเสมอ   ยิ่งถ่ายรูปนานเท่าไหร่ ยิ่งเจอขุมทรัพย์แห่งรูปที่ซ่อนอยู่
  52. Always clarify what the eyecatcher (focal point) will be in your image
    ในรูปที่คุณถ่ายมา จุดไหนที่คนมองเห็นในแว่บแรก
  53. No image is better than a bad one
    ไม่มีภาพกลับมา ยังดีกว่ามีภาพห่วยๆ
  54. Everyone has to start little
    ทุกคน มันเริ่มที่ห่วยๆ ทั้งนั้น
  55. Your opinion about photography is important!
    ความเห็นคุณ เกี่ยวกับการถ่ายรูป .. มันสำคัญ
  56. Leave a funny but thoughtful comment
    อย่าลืมให้ความเห็นที่ขันๆ แต่มีความคิดที่ดี
  57. Speak about your experiences with your photo buddies
    พูดถึงประสบการณ์ (แหงละ .. เอาแต่ที่ดีๆ) เกี่ยวกับคู่หูถ่ายภาพของเรา
  58. Limit your photograph to the substance
    ถ่ายแต่เฉพาะภาพของโลกนี้
  59. Participate in Photo contests
    เข้าร่วมประกวดถ่ายภาพมั่งดิ
  60. Post processing = Optimizing your image to the best result
    การแต่งภาพหลังถ่าย = ปรับภาพเยี่ยมๆ ให้เยี่ยมยอดสุด
  61. Shoot exposure latitudes as often as possible
    ถ่ายคร่อมเข้าไว้
  62. Use photomatix as seldom as possible, HDR’s always have a synthetic flavor
    อย่าไปถ่าย HDR ให้มันมาก  มันเก๊ๆพิก๊ล
  63. Always remember what brought you to photography
    พยายามระลึกเสมอๆ ว่า อะไรทำให้คุณรักการถ่ายรูป
  64. Never shoot a person who doensn’t want to be photographed
    อย่าถ่ายรูปคน ที่ไม่ต้องการถูกถ่าย
  65. Always turn arround, sometimes the better image is behind you
    มองดูหลังซะมั่ง  บางทีภาพสวยๆ อยู่ข้างหลังเรานี่เอง
  66. It’s who’s behind the camera, not the camera
    คนที่อยู่หลังกล้องตะหาก ไม่ใช่กล้อง
  67. Mistakes are allowed! The more mistakes you make, the more you learn!
    ไม่มีใครไม่ทำผิด ยิ่งผิดมากก็จะยิ่งรู้มากขึ้น
  68. If you have an idea and immediately you think : No, this is not going to work – Do it anyway. When in doubt – always shoot.
    ทันทีที่มีไอเดียบรรเจิด แล้วเกิดคิดว่า มันไม่เวิร์คหรอก ทำมันไปเลย  สงสัยเมื่อไหร่ กดชัตเตอร์ไปก่อน
  69. Understand and look to your histogramm while shooting. It delivers very important information about your image
    ทำความเข้าใจกับ histogram ขณะถ่ายหน่อย เข้าใจมันด้วย มันมีข้อมูลสำคัญๆ ไม่ใช่น้อยนะ
  70. Know your camera, because searching the menu button in the night is time you don’t want to waste
    รู้จักกล้องเรา ให้ดีเหมือนตัวเอง  คุณไม่อยากเสียเวลาควานหาปุ่มกดในความมืดหรอก มันไม่สนุกนักนะ
  71. Shoot as often as possible
    ถ่ายให้บ่อยๆเข้าไว้ เท่าที่จะทำได้
  72. Believe in yourself
    เชื่อมั่นในตัวเอง
  73. Don’t be afraid of getting dirty
    อย่ากลัวที่ตัวเละเลอะเทอะ
  74. Pay attention to qualitiy in your image
    ใส่ใจกับคุณภาพของรูปหน่อย
  75. Your photographs are a personal map of your psyche
    รูปของเรา คือ แผนผังตัวตนและจิตวิญญาณของเรา
  76. Re-check your ISO-Settings. It’s aweful to detect the wrong settings on your screen.
    เช็ค เช็ค เช็ค และเช็คอีกสี่สิบหน ว่าตั้ง ISO ถูกหรือเปล่า  มันสยองนะที่รู้ว่ามันผิด ตอนที่เห็นรูปอยู่บนหน้าจอคอมพ์แล้ว
  77. Be thankful for long and thoughtful comments on your images
    จงขอบคุณด้วยหัวใจเราทั้งหมด  หากเห็นใครวิจารณ์ภาพของเรา ยาวเหยียดและเปี่ยมด้วยความคิดวิพากย์ (ลองพิมพ์อย่างนั้นดู ก่อนจะขอบคุณก็ได้)
  78. Never trust your LCD. Normally it is brighter and sharper as the original image.
    อย่าไปเชื่อจอ LCD  มันสว่างและคมกว่าภาพต้นฉบับ
  79. Provide for enough disc space, because it’s cheap and you will need it.
    หาฮาร์ดดิสก์ใหญ่ๆเข้าไว้  มันราคาถูกลงเรื่อยๆ และสุดท้ายแล้ว เราต้องการมันแน่นอน
  80. Learn to enjoy beautful moments when you don’t have a camera with you.
    เรียนรู้ ที่จะมีความสุขกับวินาทีแห่งความงดงาม .. ยามเราไม่มีกล้องอยู่ด้วย
  81. Always arrive at least half an hour earlier before sunrise / sundown, composing in a hurry is a bad thing.
    ไปถึงจุดที่จะถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ก่อนกำหนดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  รีบๆ รัวถ่าย มันมักไม่ได้อะไรดีๆ กลับมาหรอก
  82. Try to amplify your mental and physical limits. Takes some extra shots when you think “it’s enough”
    พยายามขยายขอบเขตจำกัดของจิตใจและจิตวิญญาณ  เมื่อคิดว่าพอแล้ว .. กดเพิ่มอีกสามสี่ช็อต
  83. Pay attention to structures in the sky and wait until they fit into structures in the foreground
    ใส่ใจกับภาพลักษณ์แห่งฟ้า  รอจนกว่าเข้ากับฉากหน้าของคุณ
  84. Visit the same place as often as possible. Light never shows the same mountain.
    กลับไปดูที่เดิมให้บ่อยๆ เข้าไว้  วิถีแสงแห่งภูเขาลูกเดิม ไม่เคยเหมือนเดิม
  85. Print your images in big size. You will love it.
    อัดภาพใหญ่ๆ เข้าไว้ แล้วจะรักมันเองในที่สุด
  86. Calibrate your monitor. Working with a monitor that is not accurate is like being together with someone you can’t trust. It always ends badly.
    ปรับจอภาพให้บ่อยเข้าไว้  ทำงานกับจอภาพที่เชื่อถือไม่ได้ ก็เหมือนกับทำงานกับคนที่เชื่อถือไม่ได้   ผลสุดท้าย .. เฮงซวยเสมอ
  87. Don’t think about what others may say about your image. If you like it, it’s worth publishing.
    อย่าไปคิดว่า คนอื่นจะบอกว่ารูปเราเป็นอย่างไร  ถ้าเราชอบมัน .. เผยแพร่มันโลด
  88. Never address reproaches to yourself. Learn from your mistakes and look forward, not backward.
    อย่าตำหนิตัวเอง  เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วมองไปข้างหน้า
  89. Fight your laziness ! Creativitiy comes after discipline.
    อย่าขี้เกียจ!!!  ความสร้างสรรค์ เดินตามหลังระเบียบวินัยเสมอ
  90. Ask yourself : What do you want to express in your images ?
    ถามตัวเองสิ : ต้องการแสดงอะไรในรูปที่ถ่ายมา
  91. Always try to think outside the box, collect new ideas about photographs you could do and ask yourself : Why not?
    คิดนอกกรอบ  หาแนวคิดถ่ายรูปใหม่ๆที่เราน่าจะทำได้ ก่อนถามตัวเอง .. ทำไมไม่ทำมันว่ะ!
  92. Search for a mentor.
    อย่าลืมเสาะหาปรมาจารย์
  93. Photography is never a waste of time.
    การถ่ายรูป ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่า
  94. Every community has it’s downsides. Don’t leave it out of an emotional response..
    ทุกวงสังคม ย่อมมีด้านมืด อย่าปะทะด้วยอารมณ์
  95. There will always be people who will not like what you are doing.
    ไม่ว่าเราจะเยี่ยมแค่ไหน มีคนบางคนชังน้ำหน้าคุณเสมอ
  96. Henri Cartier-Bresson was right when he said that “Your first 10,000 photographs are your worst.”
    ปรมาจารย์ถ่ายภาพ HCB พูดถูกเพ๊ะ ที่บอกว่า "10,000 ภาพแรกของคุณ เป็นภาพที่ห่วยสุด"
  97. A better camera doesn’t guarantee better images.
    กล้องเทพ ไม่ได้รับประกันว่า รูปจะออกมาเทพ
  98. Always have printing in mind when you postprocess your images.
    คิดถึงการอัดรูปเสมอ ยามตกแต่งภาพหลังถ่าย
  99. Photography is fair : You gain publicity with the quality of your images. Unless the images are stolen, there is no way of cheating yourself higher.
    การถ่ายรูป ยุติธรรมที่สุด  สังคมยอมรับเราเพราะภาพเราเจ๋ง ไม่ใช่เพราะหลอกตัวเอง
  100. Write a 100 things list
    อย่าลืมเขียนรายการ 100 รายการ 🙂

 

เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2554 เวลา 23:30 น.GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : The Eleventh of April

ISO..เอ๊ะ..มันยังไงกันล่ะ?

ก็ว่าจะเขียนโพสนี้อยู่นานแล้ว แต่มัวแต่เงื้อง่าราคาแพงอยู่ ไม่ยอมเริ่มลงมือซักที ก็คงเป็นเพราะความขี้เกียจที่เกาะกุมเข้าไปถึงเครื่องในและไขกระดูกแล้วเลยคอยแต่ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ร่ำไปเช่นนี้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคร๊าบบบบ เด็กน้อยๆ อย่าเอาเยี่ยงอย่าง

ถ้าจะเอาข้ออ้างแบบที่ชอบพูดกันทั่วไป ก็ต้องบอกว่า “โอ้ยยย..งานยุ่งว่ะ ทั้งงานราษฎร์งานหลวงมันรุมเข้ามาพร้อมๆ กัน เวลาจะนอนยังไม่มีเล๊ยยย..” หรือแบบว่า “เอ่อ ช่วงนี้สุขภาพไม่ค่อยดี ตาเจ็บ ยายป่วย แมวท้อง หมาออกลูก ปลาทองท้องเสีย อีกัวน่าขาหัก ลูกหมูขี่จักรยานล้ม หรืออื่นๆ ฯลฯ .. บลา บลา บลา” ก็ว่ากันไปตามนั้น

จริงๆ เนื้อหามันน่าจะเป็นการพูดถึงบทแนะนำเบื้องต้น เพื่อความเข้าใจและนำไปต่อยอดความคิด สามารถที่จะพลิกแพลงและนำไปใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์ได้จริง เพราะเรื่องนี้จะว่ายากก็ไม่ใช่ จะว่าง่ายก็ไม่เชิงอยู่ที่อยากจะศึกษาให้รู้ลึกเข้าไปแค่ไหน สำหรับผมก็แค่รู้เท่าที่จะเอาไปใช้เพื่อความบันเทิงประจำวันเท่านั้นก็พอ รายละเอียดทางเทคนิคก็ขอยกให้ระดับโปรเค้าถกกันไปเองดีกว่า ยูสเซอร์ขั้นพื้นฐานแบบผมคงต้องขอตัวไปรับความบันเทิงของฮอบบี้ที่โปรดปรานจะดีกว่า

ISO .. มันแปลว่าอะไรล่ะ?

ISO ย่อมาจาก International Standard Organization ตรงตัวเลยดีม๊ะ เป็นตัวชี้วัดสากลที่ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานต่างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งขึ้นโดย International Organization for Standardization ที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งว่ากันว่าร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 (นั่นมันช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยน๊าเนี่ยะ) แล้วก็จัดตั้งคณะกรรมการเทคนิค (TC176) เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการตั้งมาตรฐานที่เรียกกันว่า ISO ขึ้นในปี 1987 (ข้อมูลจาก http://www.myfirstbrain.com)

บางคนอาจจะตั้งคำถามขึ้นในใจว่า..อ้าว..แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องของเราด้วยล่ะ ที่เราเห็นในกล้องที่อยู่ในมือของเราเนี่ยมันมีไว้ทำอะไร แล้วเราต้องรู้จักกับมันด้วยเหรอ? ก่อนที่จะไปรู้จักกับมัน เราต้องลองมาดูเรื่องของ Film Speed กันก่อน

เมื่อสมัยก่อนนานมาแล้วตั้งแต่อากงอาม่าล่องเรือสำเภาหอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากโพ้นทะเล เข้ามาตั้งรกรากกันในแผ่นดินไทยขวานทองอันอุดมสมบูรณ์ น่าน..ว่าไปโน่น ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เอาเป็นว่าตั้งแต่สมัยยุคกล้องฟิล์มครองโลก ก็ได้มีการกำหนดความไวแสงของฟิล์มเพื่อความสะดวกในการเลือกใช้ โดยมีสองมาตรฐาน (อุ๊ย..คุ้นๆ นะคำเนี๊ยะ..อิอิ) ที่เป็นที่แพร่หลายในขณะนั้นอันได้แก่ ASA ที่ย่อมาจาก  American Standards Association และ DIN ซึ่งก็คือ Deutsches Institut für Normung ซึ่งยุคนั้นก็จะเห็นมาตรฐานทั้งสองนี้แพร่กระจายไปเป็นตัวชี้วัดในหลากหลายเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์กลไก เครื่องจักรกล อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเลคทรอนิค ทีวี วีดีโอ เครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหลาย และอื่นๆ อีกมากมายนับหมื่นรายการ


ภาพจาก http://www.iso.org

แต่ละมาตรฐานก็ใช้กฎเกณฑ์และปัจจัยควบคุมพื้นฐานในการทดสอบต่างกัน ทำให้ประชาชนคนทั่วโลกไม่สามารถจะเปรียบเทียบความสามารถของสินค้าที่ต้องการได้หรือถ้าได้ก็จะทำได้ลำบากและไม่ได้ผลสรุปที่สมบูรณ์ ก็เลยเป็นเหตุให้ต้องมีค่ามาตรฐานกลาง (เหมือนอู่กลางของประกันอะไรทำนองนี้) อันเป็นค่าที่จะชี้วัดได้อย่างชัดเจน เลยมีองค์กรหัวใสรวมหัวกันตั้งค่ามาตรฐานขึ้นมาที่เรียกกันว่า ISO นั่นไง โดยรวมเอาสองมาตรฐานที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของ ISO นี่ซะเลย แล้วทำไมหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานที่มีอยู่แล้วถึงได้ยอมเค้าซะล่ะ เพราะว่าเจ้าองค์กรขมองอิ่มที่ว่าเนี่ยมีอาศัยพวกมากลากไปน่ะสิ มันรวมเอาหลายๆ ประเทศทั่วโลกให้มาเซ็นพันธะสัญญาที่จะใช้มาตรฐานนี้ร่วมกัน ทำให้เจ้าเก่าต้องจำใจยอมมาเข้าร่วมด้วยโดยปริยาย ไม่งั้นอยู่ร่วมกันประชาชนชาวโลกลำบากแน่เพราะมาตรฐานของเจ้าเก่าก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศที่ร่วมพันธะสัญญาฉบับนี้อย่างแน่นอน (แหมๆ ใครคิดฟระ ฉลาดจริงหนอ..มัดมือชกแท้ๆ..)

เอาแค่พอหอมปากหอมคอก็พอนะ เดี๋ยวจะกลายมาเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ซะเปล่าๆ กลับมาเรื่องของ Film Speed กันต่อ

Film Speed หรือแปลตรงๆ ตัวว่า ความเร็วของฟิล์ม (ซับนรก..จากกูเกิ้ลอ่ะนะ..ฟิล์มนะเว้ย มะช่ายรถ..) น่าจะเรียกได้ว่า “ความไวแสงของฟิล์ม” จะเข้าใจกันง่ายกว่า ในการผลิตฟิล์ม negative นั้นจะต้องมีการฉาบเคลือบสารไวแสงไปบนแผ่นฟิล์มเพื่อที่จะใช้เป็นตัวสร้างภาพ ในกระบวนการผลิตนั้นก็จะกำหนดไปว่าปริมาณสารไวแสงเท่านั้นจะได้ความเร็วของฟิล์มเท่านี้ตามมาตรฐาน ISO นั่นแหละ มีการกำหนดค่าความไวแสงของฟิล์มในแต่ละขั้นให้มีค่าเป็น 2 เท่าจากขั้นก่อน (จากต้นฉบับใช้คำว่า Doubling) ตามนี้ก็จะเป็น 25 / 50 / 100 / 200 / 400 / 800 ตามนี้ (คุ้นๆ ไม๊ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า? .. ในกล้องของคุณยังไงล่ะ..) ในสมัยฟิล์มด้วยข้อจำกัดในกระบวนการผลิต จึงมีฟิล์มที่มีความไวแสงเพียงไม่กี่ระดับให้เราใช้และไม่ละเอียดเหมือนในปัจจุบันอีกด้วย

และแล้วเทคโนโลยีก็พัฒนาแบบก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคของโลกดิจิตอล สัญญาณอนาล็อกแบบเดิมๆ ถูกแปลงเป็นตัวเลขฐานสองในระบบดิจิตอล โดยมี D/A Converter อันเป็นหัวใจสำคัญของสรรพสิ่งในอุปกรณ์ดิจิตอลทั้งมวล สัญญาณดิจิตอลที่ออกมาจะดีจะชั่วมันก็อยู่ที่ตัวนี้แหละ ว่ามันจะแปลงข้อมูลที่เข้ามาในแบบกี่บิท แซมปลิ้งเรทมากน้อยเพียงใด (อันนี้มันเกี่ยวหรือเปล่าหว่า?) ก่อนที่ชิพประมวลผลขั้นเทพของแต่ละสำนักจะเอาข้อมูลที่ได้ไปจัดการคำนวณตบแต่งต่อเติมด้วยสมองกลและโปรแกรมรูปแบบตัวอย่างในตัวโพรเซสเซอร์ แล้วสุดท้ายก็เอ้าท์พุทออกมาสู่มอนิเตอร์หลังกล้องให้เราได้เชยชมผลงานที่เราๆ ท่านๆ ได้บรรจงถ่ายกันนั่นเอง

Noise .. เพราะเราคู่กัน..

ในยุคของโลกดิจิตอลนั้น การเพิ่มความไวแสงของฟิล์ม ก็เปรียบได้กับการเพิ่ม ISO ของกล้องดิจิตอล แต่การเร่ง ISO แบบดิจิตอลไม่ใช่การเปลี่ยนฟิล์มให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าเข้าไปสู่ตัวรับภาพ ไม่ว่าจะเป็น CCD หรือ CMOS ก็ตาม เพื่อให้ตัวรับภาพเหล่านั้นมี Sensitivity ในการเก็บแสงที่เข้ามาตกกระทบเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าก็เท่ากับการเร่งสัญญาณรบกวนให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวอีกด้วย ซึ่งโดยมากจะมีหน่วยวัดแบบทั่วๆ ไปจะเรียกเป็น S/N Ratio (Signal to Noise Ratio) คืออัตราส่วนของสัญญาณ(ที่เราต้องการ)ต่อสัญญาณรบกวน(ที่ไม่พึงประสงค์จ้ะ) จะมีค่าเป็น db อันนี้ยิ่งมากจะยิ่งดีนะจ๊ะ โดยมากจะบอกแจ้งแถลงไขในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคซะมากกว่า ยูสเซอร์ทั่วไปมักไม่ค่อยชอบอ่านตรงส่วนนี้ซะด้วยสิ

นั่นแหละ การเร่ง ISO ในกล้องดิจิตอล จึงเป็นการเร่ง Noise ให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย คราวนี้มันอยู่ที่ว่า โพรเซสเซอร์อันชาญฉลาดของแต่ละค่ายจะสามารถจัดการกับเจ้าสัญญาณรบกวนนี้ได้ดีเพียงใด การลดสัญญาณรบกวนนี้มีชื่อเรียกทางการค้าแบบโก้หรูเป็นภาษาฝรั่งว่า “Noise Reduction” นั่นเองจ้ะ แต่สิ่งที่จะสูญเสียไปจากระบบ NR นั่นก็คือความคมชัดที่จะหายไปด้วย เหตุเพราะเจ้าชิพประมวลผลที่มีมูลค่าการวิจัยหลายล้านเหรียญนั่นมันจะเกลี่ยเอาพิ๊กเซลใกล้ๆ กันเข้าหากัน ความคมชัดที่หวังไว้ทั้งที่อุตส่าห์กลั้นหายใจยืนกันตัวเกร็งก่อนจะกดชัตเตอร์แล้วกลั้นหายใจยืนนิ่งต่อไปจนชัตเตอร์ปิดเรียบร้อยถึงถอนหายใจกันได้นั้น หดหายไปหมดเพราะเจ้า NR นี่แหละ ฮ่าๆๆ


ภาพซ้าย ISO 100 / ส่วนภาพขวา ISO 6400 สีสันผิดแปลกจากกันอย่างเห็นได้ (คลิ๊กที่รูปเพื่อไปดูแบบใหญ่ๆ เพื่อความชัดเจน)

อีกอย่างก็คือ เมื่อสัญญาณรบกวนมากขึ้น ข้อมูลดิบที่ส่งไปให้ชิพตัวเก่งนั้นมันก็ผสมสัญญาณรบกวนนั้นไปด้วย เจ้าชิพนั่นมันก็หลับหูหลับตาประมวลผลไปตามที่รับมา และเจ้าฟิลเตอร์ที่ใช้กรองสัญญาณรบกวนก็ทำได้ดีในระดับนึงเท่านั้น ผลที่ได้นะหรือ ก็คือสีสันที่เคยมีอยู่สวยสดใส พลันก็กลับกลายเป็นสีหมองๆ ออกสีตุ่นๆ เลอะๆ ช้ำๆ อันเกิดจากการที่เอาสัญญาณรบกวนมาประมวลผลด้วยเลยเป็นแบบเนี๊ยะ หากเจอเจ้า NR ตามไปผสมโรงอีก คราวนี้จะออกมาเป็นยังไงลองนึกเอาเองเถอะ

อ๊ะๆ อาจจะมีคนแย้งว่าเดี๋ยวนี้เค้าปั๊ดตะนาแร๊ว (พัฒนาแล้ว) ดูเทพ ISO อย่าง D3s สิ  ISO ตั้ง 2 หมื่นกว่ายังเหมือนแค่ 400 ของกล้องของเราๆ เลย งามงดหมดจดจริงจริ๊ง แต่นั่นมันราคาแสนแปดนะคร๊าบบบบ ถ้ามันทำได้ไม่สมราคาที่คาดหวังไว้แล้วแมวที่ไหนมันจะไปซื้อล่ะคุ๊ณณณณ เอาน่า..ล้อเล่นกันขำๆ นะ อย่าโกรธล่ะ แต่อย่างไรก็ตามทางเทคนิคแล้วมันก็จะต้องเป็นไปตามที่ว่านั่นแหละ ไม่มีใครหนีพ้นเหมือนกฎแห่งกรรมนั้นแล อยู่ที่ใครจะพัฒนาให้ได้ล้ำหน้ากว่ากันแค่นั้น แต่ในอนาคตอาจจะปลดล็อดปัญหาเหล่านี้ไปหมดก็ได้ อะไรที่ไม่น่าจะมียังเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตนี้แล้วเลยตั้งมากมายเนอะ จริงม๊ะ

เดี๋ยวผมเอารูปที่ถ่ายลองทดสอบดูเล่นๆ ว่าไอ้เจ้า Noise ที่ว่าเนี่ยะจมีะประมาณไหน อยู่ในขั้นที่ยอมรับได้หรือไม่ หรือสำหรับช่วงเวลาสำคัญที่ไม่อาจหาได้อีกแล้ว สู้ยอมให้มีน๊อยซ์ ยังดีกว่าไม่มีรูป

 
ISO 100


ISO 200 / ISO 400


ISO 800 / ISO 1600


ISO 3200 / ISO 6400

ผมทำลิ้งค์ไว้ให้ด้วย สามารถคลิ๊กที่แต่ละภาพ เพื่อไปดูรูปขนาดใหญ่ จะได้เห็นข้อเปรียบเทียบกันแบบชัดๆ ทั้งน๊อยซ์ ทั้งสีสันที่ดร็อปลงใน ISO สูงๆ ยังมีอีกๆ ลองดูกันนะ


ISO 100


ISO 200 / ISO 400


ISO 800 / ISO 1600


ISO 3200 / ISO 6400

เอาล่ะ ว่ากันมาถึงท้ายๆ ของโพสนี้กันแล้ว ก่อนจะกดชัตเตอร์ครั้งต่อไป ลองหยุดคิดสักนิดก่อนดีไหม ว่าสถานการณ์แบบนี้เราควรใช้ ISO ขั้นไหนดี ให้เหมาะกับสภาพแสงที่เป็นอยู่ โดยพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ หรือตามความต้องการและจินตนาการสร้างสรรค์ของคุณ เพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุด และสร้างความสุขให้กับคุณในฮ็อบบี้ที่คุณรัก

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ผมเก็บรวบรวมเนื้อหามาเรียบเรียงให้อ่านกันสนุกๆ สบายๆ แบบไม่ซีเรียส เข้าใจกันง่ายๆ ไม่เป็นวิชาการมากเกินไป หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

ขอขอบคุณ Google, วิกีพีเดีย, myfirstbrain.com, ISO.org, KODAK, WordPress.com, Acer และเจ้าหุ่น Moon Walker ของน้องเอแคลร์ที่มาช่วยเป็นแบบให้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้โลกนี้แคบลง

จบแล้วจ้า .. สวัสดีครับ

 

เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2554 เวลา 17:20 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : APRIL GUY