20130815 ทางแยกแห่งศรัทธา .. ที่ต่างนำมาซึ่งสิ่งดีๆ ..


โบสถ์ใหม่ .. วันนี้เมฆกระจัดกระจายดีแท้หนอ ..

กลับมาจากไปเตร็ดเตร่ยามค่ำมืดที่ใจกลางกรุงฯ ก็เลยได้มีเวลาว่างสักวันนึง ตั้งใจมานานหลายปีแล้วว่าจะกลับไปไหว้หลวงพ่อโสธรที่แปดริ้วสักครั้ง ซึ่งผมเองได้ไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลวงพ่อท่านมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กเล็ก ตอนนั้นอายุประมาณสอง-สามขวบนี่แหละ เวลาผมเป็นไข้ไม่สบายทีไร จะเป็นหนักตัวร้อนมากจนชักตาตั้งอยู่บ่อยๆ เกือบจะลาโลกไปซะก็หลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเลี้ยงยังไงตัวก็ยังเล็กนิดเดียวไม่ยอมโต (ซึ่งผิดกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง) พ่อ-แม่ก็เลยเอาผมไปยกให้เป็นลูกหลวงพ่อจะได้ให้ท่านช่วยคุ้มครอง จนผมเอาชีวิตรอดและเติบใหญ่มาได้จนทุกวันนี้

เมื่อครั้นโตขึ้นมาอีกนิดก็มีโอกาสได้ไปอยู่ที่แปดริ้วหลายปีจนจบประถมหกที่นั่น แต่อำเภอที่ผมอยู่มันห่างจากตัวเมืองสักสี่-ห้าสิบกิโลเมตรนี่แหละ สมัยนั้นยังเด็กเกินกว่าจะนั่งรถแดงหวานเย็นเข้ามากราบหลวงพ่อโดยลำพัง จนเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็เลยยิ่งไม่มีโอกาสได้ไปอีกเลย

ซึ่งตอนนั้นโบสถ์ใหม่ยังไม่มีโครงการจะสร้างเลย วัดเองก็ยังไม่ได้ใหญ่โต ไม่มีพุทธุรกิจพุทธุรกรรมที่่อิงผลประโยชน์กันมากมายจนเกิดเป็นข่าวไม่ดีไม่งามเป็นที่เสื่อมเสียต่อศรัทธาของพุทธมามกะอย่างเช่นทุกวันนี้ หลวงพ่อท่านอยู่ในโบสถ์ของท่านเฉยๆ แต่ต้องแบกรับข้อครหาที่เกิดมาจากเหลือบริ้นที่คอยเกาะกินสูบเลือดจากผู้คนที่ศรัทธาในหลวงพ่อ มันยุติธรรมแล้วแน่หรือ?

 
คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักวัดโสธรเน๊อะ .. / สวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ..

แต่สำหรับผมแล้วนั้น อย่างไรเสียวัดกับคนไทยก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันไม่เสื่อมคลาย ในยามท้อยามหมดหวัง ต้องการกำลังใจ หรือต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ วัดยังคงมีสิ่งเหล่านั้นให้กับคนที่ทุกข์ท้อกับเรื่องราวในชีวิตอยู่เสมอ วัดเป็นที่สงบร่มเย็น เป็นที่พักพิง เป็นที่ศึกษา เป็นที่ค้นหาความจริง เป็นที่พักพิงเพื่อพิจารณาตัวตนของเรา คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย เพียงแค่เราทำความเข้าใจและนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราให้ได้ เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนของโลก เราไม่อาจปฏิเสธความเป็นไปของชีวิตที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เอาไว้เมื่อสองพันกว่าปีก่อนได้หรอก

กลับมาสู่เรื่องราวการเดินทางกลับไปไหว้(หลวง)พ่อของผมกัน ครั้งนี้ไปแบบสงบสุภาพ อาจไม่ได้เก็บภาพมากมายอะไร แต่สิ่งที่ได้ไปเก็บกลับมาคือความสดชื่นเย็นสบายใจ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แดดออกสลับกับฝนตลอดทั้งวันก็เถอะ แต่ในใจมันชุ่มชื่นดีแท้

 
บนยอดมณฑปเป็นยอดฉัตรทองคำหนัก 77 กิโลกรัม .. !!!! / เดินมาจากทางหลังโบสถ์เก่าก็จะเจอหลังโบสถ์ใหม่ ใครไปเข้าห้องน้ำห้องท่าเดินออกมาก็เจอมุมนี้แหละครับ ..

ออกเดินทางกันตอนสายๆ เหมือนเดิม เพราะผมไม่นิยมออกไปจอดติดอยู่บนถนนยามเช้าวันอังคารที่ยังเป็นวันทำงานของชาวกรุง มุ่งหน้าไปตามถนนเสรีไทย ผ่านมีนบุรี หนองจอก เข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทราหรือที่คนบ้านๆ รุ่นราวคราวเดียวกับผมจะเรียกกันจนติดปากว่า “แปดริ้ว”

คำว่า “แปดริ้ว” นี่มันมีที่มานะครับ ไม่ใช่ว่าจู่ๆ นึกอยากจะเรียกขึ้นมาเฉยๆ .. มาสิๆ ล้อมวงกันเข้ามาผมขออาสาจะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้ครูสมัยประถมของผมสอนมาอีกที แต่จะอ้างชื่อของท่านคงไม่เหมาะ และอีกอย่างผมเองก็จำชื่อท่านไม่ได้แล้วด้วย ก็ตอนนั้นผมเพิ่งจะอยู่ชั้นประถมห้า อายุก็น่าจะประมาณแปด-เก้าขวบละมั๊ง (ลองนับเวลาก็ผ่านมาได้เกือบจะสี่สิบปีแล้วนี่นะ) เรื่องมีอยู่ว่า ..

สมัยครั้งยังอยู่ในยุคอดีต บ้านเมืองสยามยังไม่ได้เป็นปึกแผ่น หัวเมืองใหญ่ๆ แต่ละแว่นแคว้นเขตคามดาษดื่นก็มีวัฒนธรรมประเพณีรวมไปถึงการเมืองการปกครองเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง และเมื่อความเจริญรุ่งเรืองเริ่มทวีมากขึ้นก็มีการขยับขยายอาณาเขตกันกว้างขวางใหญ่โตจนตั้งเป็นอาณาจักรต่างๆ ได้ เช่นอาณาจักรโยนก อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรล้านนา อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรละโว้ แล้วแต่ละอาณาจักรก็ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจากชนชาติต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

ขอบคุณภาพจาก http://pantip.com

ซึ่งเมืองแปดริ้วเองนั้นก็ได้รับอิทธพลของอารยธรรมขอมจากอาณาจักรทวารวดีที่แผ่ขยายอำนาจครอบคลุมแถบลุ่มแม่น้ำของภาคกลางเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปในยุคนั้นอารธรรมขอมรุ่งเรืองมากแผ่ขยายเข้ามาทางตะวันออกกินอาณาบริเวณเกือบทั้งดินแดนสุวรรณภูมิเลยทีเดียว ดังจะเห็นปราสาทแบบขอมถูกสร้างขึ้นมากมายทั้งในภาคกลางและอีสาน ถ้าใครเคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “หุบเขากินคน” ก็คงจะมองภาพอาณาจักรฟูนันอันยิ่งใหญ่ที่เป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรขอมอันรุ่งโรจน์ในอดีตกาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งชะตากรรมของอาณาจักรขอมเองก็ไม่ได้ต่างจากกรีกหรือโรมัน คือเมื่อรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็จะล่มสลายไปในบั้นปลาย เพราะอะไรก็ลองไปวิเคราะห์กันดูนะครับ

ไม่รู้ว่าอาณาจักรรัตนโกสินทร์ของเราจะล่มสลายไปเพราะผู้นำบางคนที่ขาดไร้ความสามารถ ยังกล้าเสนอตัวมาถือหางเสือนำพารัฐนาวาจนเกือบจะอัปปาง เดินตามรอยกรีกและโรมันไปติดๆ ถ้าไม่ได้ผู้นำน้ำดีที่เข้ามาเด็ดหัวคนชั่วๆ ป่านนี้เราคงได้ลิ้มรสความวอดวายเฉกเช่นเดียวกับที่อาณาจักรใหญ่ๆ ได้รับรู้มาแล้วเป็นแน่

กลับมาเรื่องของเรากันต่อครับ .. แต่เดิมเมืองแปดริ้วมีชื่อเป็นภาษาเขมรว่า “สตึงเตรง” หรือ “ฉทึงเทรา” แปลว่าคลองลึก ซึ่งก็น่าจะหมายถึงแม่น้ำบางปะกงอันเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมืองนั่นเอง แต่คนไทยเราได้ยินไม่ถนัดเพราะไม่คุ้นกับสรรพเสียงสำเนียงแบบเขมรก็เลยเรียกเพี้ยนกันไปเป็น “ฉะเชิงเทรา” หรือ “แซงเซา”

ในสมัยนั้นเมืองฉทึงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลาในนามีข้าว จนเป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วเขตแคว้นแดนขวานทองว่าปลาช่อนในคลองลึกนั้นตัวใหญ่มาก เวลาจับได้ชาวบ้านก็จะใช้วิธีถนอมอาหารแบบพื้นบ้านด้วยวิธีแล่เป็นริ้วๆ แล้วเอาไปตากแดดให้แห้งเก็บไว้กินได้หลายเดือน แต่เพราะความที่เจ้าปลาช่อนของเมืองฉทึงเทรามันตัวใหญ่มากๆๆๆ เหลือเกินจนแล่ออกมาได้ถึงแปดริ้วเลยทีเดียว (อันนี้คนโบราณเค้าเล่าต่อๆ กันมาครับ ผมไม่ขอคอนเฟิร์มนะจ๊ะ เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นปลาช่อนตัวใหญ่ขนาดนั้นเหมือนกัน)


ปลาช่อนตากแห้ง แต่นี่ไม่ถึงแปดริ้วหรอกนะ .. (ขอบคุณภาพจาก http://www.weekendhobby.com)

ลองนึกภาพปลาช่อนแห้งนะครับ ถ้าเราขอดเกล็ดควักไส้แล้วเอามีดกรีดที่หลังของตัวปลาเป็นแนวตามความยาวจากหัวไปหาง ส่วนตรงกระดูกกลางตัวก็กรีดแบบเดียวกันให้ถึงท้องของตัวปลาเลย โดยก้างปลาก็ทิ้งให้ติดอยู่กับเนื้อปลาอย่างนั้น คุณก็จะได้ปลาช่อนที่แบออกเป็นสองข้างโดยมีแค่ส่วนของท้องและแนวด้านล่างของตัวปลาที่ยังติดกัน จากนั้นทาเกลือให้ทั่วแล้วเอาไปตากแดดแรงๆ วิธีนี้จะช่วยตากปลาให้แห้งได้อย่างทั่วถึงแล้วยังสะดวกในการพลิกให้โดนแดดทั้งสองข้างอีกด้วย แต่ถ้าใครนึกไม่ออกเย็นนี้ลองออกไปร้านขายกับข้าวแล้วซื้อมาลองทอดกินกันดู ปลาช่อนแดดเดียวควันกรุ่นสะเด็ดน้ำมันจากกระทะกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว ไม่ต้องไปหากับข้าวอื่นมาเพิ่มให้สิ้นเปลืองเลยล่ะ


ปลาช่อนแดดเดียวทอดกรอบๆ กลิ่นหอมเย้ายวนใจจนน้ำลายสอ .. ตักข้าวสวยร้อนๆ มารอกันได้เลยครับ .. (ขอบคุณภาพจาก http://uppic.kaweeclub.com)

กว่าจะถึงตำนานปลาช่อนแปดริ้ว ผมก็พาเพื่อนๆ ออกไปค้นประวัติชื่อ “ฉะเชิงเทรา” เสียด้วยเลย ไหนๆ ก็พูดกันเรื่องชื่อทั้งสองชื่อของจังหวัดนี้อยู่แล้ว
(ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://rrulocal.rru.ac.th)

กลับสู่ปัจจุบัน .. สมัยนี้มีอาคารจอดรถของวัดสูงใหญ่หลายชั้นตั้งอยู่ตรงข้ามโบสถ์ใหม่ เลยเข้าไปจากที่จอดรถด้านหน้าที่อยู่บริเวณตลาดหน้าวัดที่พ่อค้าแม่ขายเอาสินค้ามาวางขายกันนั่นแหละ อาคารจอดรถกว้างขวางสะดวก ปลอดภัย ไม่เก็บค่าบริการ เพียงแต่ต้องเดินไกลขึ้นอีกนิดนึง(นิดนึงจริงๆ นะ ..)กว่าจะมาถึงริมถนนเพื่อข้ามไปไหว้หลวงพ่อ แต่ถ้าวันไหนแดดแรงๆ หน่อยก็เรียกเหงื่อพอให้เสื้อชื้นๆ ได้เหมือนกัน ส่วนในระหว่างทางก็มีร้านค้าเรียงรายขายของกินของฝากให้ได้บริหารข้อมือควักกระเป๋าตังค์ออกมาจับจ่ายมากมายละลานตาจนเลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหว ถูกใจร้านไหนก็เข้าร้านนั้นครับ สินค้าเหมือนๆ กันแทบจะทั้งตลาด

หลังจากไหว้หลวงพ่อองค์จำลองที่โบสถ์เก่าเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องเดินเข้าไปไหว้หลวงพ่อองค์จริงที่ในโบสถ์ใหม่ด้วย เพราะในโบสถ์ใหม่ไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียน ให้วางดอกไม้ได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าใครจะมาจุดธูปไหว้หลวงพ่อ เช่าบูชาวัตถุมงคล บริจาคค่าน้ำค่าไฟ เสี่ยงเซียมซี ฯลฯ หรือจ้างละครไปรำแก้บนก็ไปทำที่โบสถ์เก่า หากใครประสงค์จะไหว้หลวงพ่อไม่ได้มาทำพุทธุรกิจกรรมอื่นๆ ก็เข้าโบสถ์ใหม่ได้เลย


ผมนั่งแอบอยู่ข้างเสา .. มุมนี้ก็เห็นหลวงพ่อชัดเจนเหมือนกัน ..

ผมเข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กกราบหลวงพ่ออยู่ข้างเสาต้นแรกทางซ้ายมือของประตูทางเข้าซึ่งจะมองเห็นหลวงพ่อได้ชัดเจนพอสมควร ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกันเข้าไปนั่งพื้นที่ด้านหน้าหลวงพ่อที่มีคนเข้าไปนั่งกันจนเต็มแน่นเอี้ยดแล้ว ตรงที่ผมนั่งอยู่ไม่ค่อยมีใครมานั่งเบียดด้วย ก็เลยนั่งพักสบายๆ ไม่ต้องรีบลุกออก อากาศภายในโบสถ์สงบร่มเย็นน่านอนมากต่างกับข้างนอกราวฟ้ากับเหว ผมอ่านบทสวดอารธนาหลวงพ่อโสธรที่ผู้มีจิตศรัทธาทำมาบริจาคให้โดยทำเป็นแผ่นป้ายพลาสติกแข็งติดตั้งเอาไว้ข้างองค์หลวงพ่อ

ผมนั่งพินิจพิจารณาซึมซับความงดงามขององค์หลวงพ่อโสธรอยู่พักใหญ่ พลันนึกถึงประวัติความเป็นมาขององค์หลวงพ่อที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานเรื่องของพระพุทธรูปสามพี่น้อง ที่ผมจะเล่าให้ฟังจากย่อหน้านี้เป็นต้นไป ตามสไตล์ของผมที่ออกไปเที่ยวก็ต้องพร้อมจะเก็บเกี่ยวสาระดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย


ดูกันใกล้ๆ ชัดๆ ครับ .. องค์หลวงพ่อท่านงดงามไร้ที่ติจริงๆ ..

พระสามพี่น้องเป็นพระพุทธรูปติดอันดับหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ พระสามพี่น้องที่จะกล่าวถึงก็คือพระสามพี่น้องที่สร้างปาฏิหาริย์ลอยน้ำมาขึ้นในจังหวัดต่างๆ ซึ่งก็คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จังหวัดสมุทรสงคราม, หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา และหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ

มาเริ่มที่ตำนานเรื่องแรกกันก่อนครับ

ตำนานเล่าว่าพระสามพี่น้องนี้เป็นพระที่สร้างขึ้นโดยพี่น้องสามคนเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยพี่ชายคนโตเป็นคนที่เกิดวันพุธ จึงสร้างพระปางอุ้มบาตร, คนกลางนั้นเกิดวันพฤหัสบดีจึงสร้างพระปางสมาธิ, ส่วนน้องคนสุดท้องสร้างพระปางมารวิชัย แล้วต่อมาก็ว่ากันว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้ถูกนำมาซ่อนในแม่น้ำเพื่อหลบพม่า หรือบ้างก็ว่าเกิดอุบัติเหตุจากการขนย้ายทางเรือ แต่สุดท้ายแล้วพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้นก็เป็นพระที่อยู่ในแม่น้ำเหมือนกัน เมื่อพระพุทธรูปทั้งสามอยู่ในแม่น้ำทางภาคเหนือก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ล่องลอยมาตามแม่น้ำ และแต่ละองค์ได้เลือกสถานที่ต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานมาจวบจนทุกวันนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.aecnews.co.th

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) หรือ วัดศรีจำปาในอดีต โดยตำนานเล่าว่าชาวบ้านแหลม ได้ไปจับปลาในปากอ่าว ในขณะที่ลากอวนจับปลาอยู่นั้นก็ได้ลากติดพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นมาหนึ่งองค์ ชาวประมงต่างดีใจอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานบนเรือ แล้วรีบตีกลับในทันทีในขณะที่กำลังกลับลำเรือจะมุ่งหน้ากลับตำบลแม่กลอง ผ่านหน้าวัดศรีจำปาก็ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นคล้ายๆ กับว่าหลวงพ่อท่านประสงค์ที่จะขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ จึงบันดาลให้เกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้เรือที่บรรทุกหลวงพ่อมานั้นทนคลื่นลมไม่ไหว ก็เอียงโคลงไปโคลงมา จนหลวงพ่อท่านเคลื่อนตกจากเรือจมหายไปอีกครั้ง

ชาวประมงบ้านแหลมต่างช่วยกันดำน้ำหาอยู่หลายวันก็ไม่พบ ชาวบ้านศรีจำปาทราบข่าวก็ช่วยกันดำน้ำค้นหากันอีกครั้ง ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อที่ได้เลือกที่ขึ้นประดิษฐานและจะอยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านแถวนี้ ท่านก็ได้ปรากฏองค์ให้เห็นอีกครั้งตรงจุดเดิมที่ท่านจมลงไป ชาวบ้านศรีจำปาจึงช่วยกันอาราธนาท่านขึ้นแล้วนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีจำปา  แต่ชาวบ้านแหลมมีข้อแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เป็นชื่อว่า “วัดบ้านแหลม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้จดจำว่าเป็นกลุ่มแรกที่ได้พบพระพุทธรูปองค์นี้ จากนั้นวัดศรีจำปาจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดบ้านแหลม” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงพ่อโสธร (วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา) หลวงพ่อโสธรนี้ถือว่าเป็นพระสามพี่น้ององค์กลาง ที่ลอยตามกระแสน้ำมาออกที่แม่น้ำบางปะกง แล้วจากนั้นก็ได้ลอยวนไปวนมาผุดขึ้นตรงบริเวณหน้าวัดหงส์ ซึ่งเล่ากันว่าตรงจุดที่หลวงพ่อลอยวนอยู่หน้าวัดหงษ์นั้นเดิมมีเสาใหญ่ยอดหงษ์ วัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดหงส์ ต่อมาหงษ์บนยอดเสาได้ชำรุดหักลงทางวัดจึงได้นำธง 8 ริ้วไปติดไว้บนยอดเสาแทน จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า แปดริ้ว

พอหลวงพ่อโสธรมาลอยวนหยุดอยู่บริเวณนี้ก็ทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจ ช่วยกันฉุดชักขึ้นฝั่งแต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องมีผู้รู้มาแนะนำให้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวงกล่าวคำอัญเชิญชุมนุมเทวดามาอาราธนาท่านขึ้นจากแม่น้ำ โดยใช้เพียงสายสิญจน์คล้องที่พระหัตถ์เท่านั้นก็สามารถอาราธนาท่านขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ ชาวบ้านต่างดีใจพร้อมใจกันอัญเชิญหลวงพ่อท่านไปประดิษฐานที่วัดโสธรวรารามวรวิหารนับแต่นั้นมา

พระสามพี่น้ององค์เล็กปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม) อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยผุดขึ้นที่ปากคลองสำโรง แล้วชาวบ้านแถวนั้นได้อาราธนาขึ้นจากน้ำโดยใช้แพลากจูง อีกทั้งยังอธิษฐานว่าจะขึ้นฝั่งประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญที่ใด ก็ขอให้แพหยุดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวตรงนั้นแล้วแพก็มาหยุดนิ่งไม่ยอมเคลื่อนไหวหน้าวัดบางพลีใหญ่ใน ชาวบ้านเลยอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ ตำนานอาจจะแตกต่างมีการผิดเพี้ยนไปบ้างกันไปบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาของการบอกเล่าปากต่อปากที่เล่าสืบต่อกันมา

ที่มา: http://www.lucksiam.com
สยามเมืองยิ้ม (Thailand: Land of Smile)

เอาล่ะ .. ผมยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่นับว่าได้รับความเชื่อถือศรัทธาเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน เป็นตำนานเล่าขานเรื่องของหลวงพ่อลอยน้ำ 5 พี่น้องครับ

กาลครั้งหนึ่งมีพี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาและได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันมีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งจิตให้สัจจะอธิษฐานว่า

“เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน”

ครั้นพระอริยบุคคลทั้งห้าองค์นี้ดับขันธ์ไปแล้วก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ มีความปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาทางใต้ตามแม่น้ำสายหลักของภาคกลางทั้ง 5 สาย ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำเห็นพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาก็พากันเลื่อมใส จึงได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นประดิษฐานอยู่ตามวัดต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ำ

โดยพระพุทธรูปองค์แรก ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกงแล้วขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เรียกว่า “หลวงพ่อโสธร”
พระพุทธรูปองค์ที่สอง ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เรียกว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
พระพุทธรูปองค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เรียกว่า “หลวงพ่อโต”
พระพุทธรูปองค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เรียกว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม”
และพระพุทธรูปองค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เรียกว่า “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา”

ที่มา : http://www.dhammajak.net


แลนด์มาร์กของวัดสมานรัตนาราม .. “พระพิฆเนศ ปางเสวยสุข องค์ใหญ่ที่สุดในโลก” ..

เอาล่ะเที่ยงแล้ว ได้เวลากราบลาหลวงพ่อโสธร เพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันในโลกโซเชี่ยลจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ไปแล้ว และนั่นก็คือ “วัดสมานรัตนาราม” ที่เป็นอีกแยกหนึ่งของสายธารแห่งศรัทธา ตั้งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา นี่่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของส่วนผสมแห่งความลงตัวที่เหมาะเจาะระหว่างธุรกิจกับความศรัทธาในศาสนา

“เจ้าแม่กวนอิม ปางประทานบุตร” .. แฮ่ๆๆ .. แดดตรงหัวพอดี เงยกล้องขึ้นไปย้อนแสงเต็มๆ ..

วัดสมานรัตนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีการบริหารจัดการในเชิงรุกแบบสมัยใหม่เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ดังนั้นจึงต้องสร้างจุดขายที่มีเป้าหมายอย่างชัดเจน และนับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่จะนำพาคนทุกเพศทุกวัยให้เข้าวัดได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่ที่เห็นว่าวัดเป็นเรื่องของคนแก่ให้มองวัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปกับสิ่งมัวเมาล่อตาล่อใจในสังคมทุนนิยมอย่างเช่นปัจจุบัน ช่วยให้คนเราเข้าใกล้วัดได้มากขึ้น การขัดเกลาหล่อหลอมจิตใจและพฤติกรรมก็จะทำได้ง่ายดายขึ้น สามารถที่จะสอดแทรกธรรมะให้ซึมซาบเข้าไปยังเด็กรุ่นใหม่โดยที่เค้าไม่ทันรู้ตัวผ่านกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบของทางวัด(ความคิดเห็นของผู้เขียน)

จุดเด่นอันเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของวัดสมานฯ ก็คือ พระพิฆเนศ ปางเสวยสุของค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ใครๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปกลับมาแชร์กันจนทั่วจนกลายเป็นแลนด์มาร์กของวัดนี้ไปเสียแล้ว แต่ที่จริงวัดสมานฯ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายหลายองค์ให้ได้ไปกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง เช่น พระพิฆเนศ 108 กร, องค์ท้าวมหาพรหม, พระราหู, พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ, องค์เจ้าแม่กวนอิมปางประทานบุตร, องค์ท้าวเวสสุวรรณ, บามครูพ่อแก่, องค์พระศิวะและองค์พระแม่อุมาเทวี ฯลฯ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเน้นไปที่เทพต่างๆ ตามความเชื่อและศรัทธาอีกสายหนึ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

 
พระราหู .. อยู่ด้านหน้าวัดเลยครับ .. / ใกล้กันก็มีพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ..

อ๊ะๆ .. เดี๋ยวก่อนนะครับ อาจมีหลายคนที่เห็นต่าง อาจมองว่าวัดสมานฯ เน้นทำพุทธุรกิจจนจะกลายเป็นศาสนบริษัทมากกว่าศาสนสถานเสียแล้ว ซึ่งต้องขอบอกก่อนเลยว่าเอนทรี่นี้ เนื้อหาในส่วนของวัดสมานฯ เป็นมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเขียนเพื่อจะเชียร์หรือรับค่าตอบแทนใดๆ จากใครทั้งสิ้น แค่อยากรู้และบังเอิญว่ามีโอกาสได้เดินทางไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น

 
องค์ท้าวมหาพรหม .. องค์ใหญ่กำลังสร้างอยู่ด้านหลังตำหนักนี้ .. / พญานาคคู่นี้ พ่นน้ำได้จริงนะครับ .. อยู่ริมแม่น้ำติดกับตลาด ..

ในความคิดของผมมันแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการสร้างงานให้คนในชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบวัดอย่างมากมาย สร้างโอกาสทางการค้าขายและสร้างธุรกิจให้กับคนท้องถิ่นจากการท่องเที่ยว ความเจริญที่ตามเข้ามาจากถนนหนทางที่ปรับปรุง คุณภาพชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี มีการร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐโดยมีวัดเป็นเสมือนตัวกลาง อำนาจต่อรองของท้องถิ่นมีสูงขึ้น ชุมชนสามารถพึ่งตัวเองได้มากกว่าเดิม และทั้งหมดนี้นั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากไม่มีวัดและศรัทธาเป็นกลจักรในการขับเคลื่อน ผมถึงบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของความลงตัวของธุรกิจและศาสนาดังที่กล่าวไปแล้ว

 
อยากอธิษฐานขออะไรก็กระซิบใส่หูหนูฝากไปบอกองค์เทพได้เลย แต่เวลากระซิบก็ให้เอามือปิดหูอีกข้างของหนูเอาไว้ด้วย ไม่งั้นหนูจะทำเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา คำขอจะไปไม่ถึงเอานา .. / ตรงนี้เป็นตลาด .. เอ๊ะ .. เรียกว่าศูนย์อาหารดีกว่า อยู่ติดกับพญานาค ถัดจากองค์พระพิฆเนศมานิดนึง ..

แวะเข้าไปเยี่ยมชมเวบไซต์ของวัดสมานรัตนารามได้ที่นี่ครับ
http://www.watsaman56.com

บ่ายนี้บอกลาทางแยกแห่งศรัทธา ร่ำลาฉทึงเทราย้อนกลับสู่เส้นทางสายเก่าเข้าสู่บางปะกงที่น้ำยังคงขึ้นๆ ลงๆ เช่นเดียวกับใจอนงค์ที่ยังคงเลอะเลือนกะล่อน ผมนั่งหลังพวงมาลัยนั่งฮัมเพลง “รักจางที่บางปะกง” ของสดใส ร่มโพธิ์ทอง ไปตลอดทางสู่พัทยาอันเป็นจุดหมายปลายทางในค่ำคืนนี้

ขอให้มีความสุขทุกท่านนะครับ เจอกันใหม่ยามที่หัวใจถวิลหาและเมื่อเวลาดีๆ มีมาให้พากันออกไปกอดเมืองไทยให้คลายเหงา

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2558 เวลา 0:22 น. GMT+7 TH

Advertisements

20130814 ณ ราตรีหนึ่ง .. เมื่อได้ไปถึง .. ที่กลางกรุงเทพฯ ..


ศิลปะบนความไม่เป็นระเบียบของ Pattern (โปรดมองให้เป็นศิลปะนะจ๊ะ .. 555+)

กลับจากเมืองกาญจน์ยังไม่ได้อาทิตย์ ก็มีเรื่องให้ต้องไปทำธุระแถวๆ สีลมตามเวลานัดในช่วงเย็น ไอ่ครั้นจะขับรถไปสู่ใจกลางเมืองในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ ดูจะเป็นการเสียพลังกายพลังใจ เสียสุขภาพจิตและสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และเพื่อเป็นการช่วยกันประหยัดและลดมลพิษให้กรุงเทพฯ ของเรา เลยตัดสินใจเอารถไปจอดไว้ที่ลาน Park & Go ในบริเวณสถานี MRT ลาดพร้าว แล้วใช้บริการ MRTไปต่อ BTS น่าจะสะดวกกว่า ซึ่งทำให้ผมใช้เวลาเดินทางจาก MRT ลาดพร้าวถึงสีลมในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง (ถ้าหากขับรถไปเองคงใช้เวลาราวๆ 1.5 – 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ) อยากแนะนำให้คนที่มีรถหันมาใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะกันเยอะๆ ครับ


ขอบคุณภาพจาก http://news.mthai.com (คลิ๊กเพื่อขยายดูภาพใหญ่)

เสร็จจากภารกิจก็เข้าไปนั่งจิบกาแฟยามเย็นเล่นเน็ตเพลินๆ ในร้านกาแฟของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเจ้าดัง เฝ้าดูชีวิตผู้คนที่กลุ่มหนึ่งทำงานมาทั้งวันกำลังทยอยเดินทางกลับบ้าน สวนทางกับอีกกลุ่มที่กำลังเริ่มต้นชีวิตประจำวัน(คืน) ที่มาตั้งร้านขายของบริเวณบนทางเดินเท้าของสองฝั่งถนนสีลมกันอย่างขะมักเขม้น หนทางชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดินมันก็เป็นไปตามจังหวะ โอกาสและความถนัดของตน

สองทุ่มเศษแล้วสินะ ผมเดินเรื่อยๆ ผ่านร้านรวงต่างๆ ที่เริ่มคึกคักขึ้นตามเวลา เหมือนว่ายิ่งดึกก็ยิ่งมีคนมาเดินซื้อของกันมากขึ้น สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่ก็เป็นของกิน ของที่ใช้ ของที่ระลึก เพราะนอกจากจะมีคนหนุ่มสาวที่ทำงานออฟฟิศในย่านธุรกิจของสีลม/สาธรแล้ว อีกกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญก็คือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบบรรยากาศและบริการความบันเทิงในยามค่ำคืนของพัฒน์พงศ์ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกนั่นเอง

 
ด้านหนึ่งกำลังกลับบ้าน .. / อีกด้านหนึ่งกำลังเริ่มชีวิตของวัน(คืน)นี้ ..


ทั้งสองด้านของชีวิตที่โคจรมาบรรจบกันได้โดยมีเจ้ารถไฟฟ้าขบวนนี้ช่วยเป็นสื่อกลาง ..

ผมเดินย้อนกลับไปสู่หัวถนนสีลมบริเวณทางลงสถานี MRT สีลม ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าที่สองสายเพื่อขึ้นไปยังสถานี BTS ศาลาแดง แล้วเดินทางไปยังสถานีต่อไปที่สถานีช่องนนทรีอันเป็นจุดเชื่อมต่อกับ BRT ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้มีธุระอะไรที่นั่นหรอก แค่อยากจะออกไปแตะขอบฟ้า ออกไปยืนดูแสงดาววาววับประดับประดาบนท้องฟ้าสีเทาเข้มของยามค่ำคืนที่ฉาบทาบทับอยู่เบื้องหลังตึกสูงเสียดฟ้าที่กำลังเปล่งประกายนวลตาจากแสงนีออนสีขาวอมฟ้าแข่งกับแสงดาวที่กำลังพร่างพราวริบหรี่ที่ดินแดนอันไกลโพ้น

 
ตึกสูงเสียดฟ้า กำลังยืนหยัดท้าทายเมฆดำที่ลอยทะมึนอยู่เบื้องหลัง .. /  เส้นทางนี้ที่พาคนกลุ่มหนึ่งกลับสู่รังนอน ..

แต่สงสัยจะอยู่ไกลเกินไปถ่ายรูปออกมาเลยไม่เห็นดาวสักดวงเลย มีแต่เมฆใหญ่น้อยลอยกระจายอยู่เรี่ยๆ ยอดตึก สักพักก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานี BTS ช่องนนทรีเดินมาบอกผมอย่างสุภาพว่าห้ามใช้ขาตั้งกล้องนะ เราจึงควรต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าของสถานที่ เพราะกฎไม่ได้มีไว้แหกแต่มีไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้ใช้สถานที่นั้นๆ ร่วมกับเรา โปรดท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจนะครับว่า “คนที่ถือกล้องอยู่ในมือไม่ได้ถือว่ามีอภิสิทธิ์พิเศษใดๆ ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ที่ไปเยี่ยมชม” และยิ่งควรที่จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่าอุปกรณ์ที่เรานำไปนั้นจะไปกีดขวางหรือรบกวนบุคคลอื่นที่เข้าใช้สถานที่นั้นหรือไม่ (สงสัยผมจะอารมณ์ค้างจากทริปนอนแพ .. แลสะพานฯ)

  
ท้องฟ้าคืนนี้ที่ไร้ดวงดาว .. / เมฆลอยพริ้วปลิวละล่องตามกระแสลม .. / ดังจะขาดกันไม่ได้ .. หากแม้นไร้ซึ่งสายลม เจ้าปุยเมฆคงเศร้าซม ดั่งขาดคนที่คุ้นเคย .. ฮิ้ววววว .. 555+

สรุปงานนี้ต้องเก็บขาตั้งกล้องอันเล็กๆ ของผมเข้ากระเป๋า หันมาเร่ง ISO และกลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือไม่ก็ต้องหาเอาเสาสถานี, ผนังหรืออะไรก็ได้ที่จะอาศัยพิงตัวกลมๆ ของผมเพื่อทิ้งน้ำหนักไปพักเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ ได้สักยี่สิบ-สามสิบวินาที ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางได้ภาพมาประกอบบล็อคนี้เป็นแน่แท้ แต่ละภาพแต่ละชัตเตอร์ที่กดลงไปแต่ละทีนั้นต้องกลั้นหายใจกันจนหน้าเขียวหน้าแดงแต่ก็ยังได้ภาพมาแค่เนี๊ยะ มีสั่นมีเบลอบ้างตามประสาพอรวมๆ กับ Noise ที่ตามมาพร้อมกับ ISO ที่สูงปรี๊ดแบบนั้นเลยต้องอาศัยโปรแกรมรีทัชภาพช่วยเกลี่ยๆ Pixel เข้าหากันสักหน่อยมันก็พอจะช่วยกล้อมแกล้มไปได้บ้างเหมือนกัน

 
ดึกดื่นสักแค่ไหน ถนนสายนี้ก็ไม่มีวันหลับ .. / ธุรกิจบนทางเท้า .. ชีวิตที่ต่อสู้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้ ..

ค่ำคืนนี้ก็ได้เวลาบอกลาสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีกันแล้วเพราผมต้องไปต่อ MRT ที่ศาลาแดงกลับไปลานจอด Park & Go ของสถานีลาดพร้าว เพื่อจะไปพาน้องแจ๊สที่จอดทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นกลับบ้านไปนอนพักผ่อนกันเสียที ในยามที่สิ้นแสงทิวา ณ ราตรีหนึ่ง เมื่อได้ไปถึง ที่กลางกรุงเทพฯ ..

 

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพุธที่ 30 กันยายน 2558 เวลา 20:44 น. GMT+7 TH

20130808-09 ไปนอนแพ .. แลสะพาน .. เดินสุสานฝรั่ง ..


 Before Sunset .. ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน ..

ทริปนี้เกิดจากความมือบอนของผมเอง อยู่ว่างเป็นไม่ได้ต้องเปิดเน็ตเสิร์ชหาโปรโลว์แฟร์+ที่พักราคาประหยัดตามสภาวะการเงินในกระเป๋า จนไปคว้าห้องพักในแพริมแม่น้ำในราคาคืนละแค่ 250 บาทเท่านั้น คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ราคาเหมาะกับนักท่องเที่ยวซำเหมาแบบผมแท้ๆ และวันนี้ก็ได้กำหนดเวลาเดินทาง รีบโทรคอนเฟิร์มที่พักให้เรียบร้อยว่าไปแน่ๆ แต่ขอเช็คอินช้าหน่อยนะ เพราะว่าจะพาหุ่นกลมๆ ของผมไปร่อนที่น้ำตกซะก่อน

ด้วยความที่เมืองกาญจน์เป็นจังหวัดที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเคยได้อยู่ที่นี่ซะหลายปี ไม่ต้องเผื่อเวลาเพื่อเอาไปหลงทาง จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่มืดแต่อย่างใด เก้าโมงกว่าโน่นแน่ะกว่าที่ล้อจะได้เริ่มหมุน เพราะขี้เกียจไปเบียดเสียดเยียดยัดกับปริมาณรถอันมหาศาลในช่วงเช้าของย่านบางกะปิซึ่งมันเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของคนแถวนี้ไปเสียแล้ว

ผมใช้เส้นทางมาตรฐานจากหน้าบ้านออกสู่ถนนลาดพร้าว ตรงยาวถึงรัชดาฯ เลี้ยวขวาไปผ่านหน้าศาลฯ ข้ามสะพานรัชโยธิน ปรี๊นนนนๆๆ ขอทางหน่อย อย่าปาดหน้าอย่าแซงซ้ายนะพี่ชาย ผมคอยจะขึ้นสะพานพระรามเจ็ดอยู่นะ ตรงมาเข้าบางพลัดเลี้ยวขวาอีกทีสู่ถนนสิรินธร แล้วคราวนี้ก็ตรงยาวบนถนนพุทธมณฑลจนสุดทางข้ามสะพานเข้าถนนเพชรเกษม วิ่งสายเลี่ยงเมืองนครปฐมสู่สะพานข้ามถนนเพื่อไปบ้านโป่ง/กาญจนบุรี ขับชิลล์ไปเรื่อยๆ ข้ามทางรถไฟก็จะถึงแยกเข้าบ้านโป่งให้เลี้ยวขวานะเพราะเราจะไปเมืองกาญจน์ ส่วนถ้าใครอยากจะแวะหาอะไรทานกันที่บ้านโป่งก็ตามสะดวกเลย ผมการันตีบ้านโป่งมีแต่ของอร่อย เอาไว้จะมาตระเวนชิมร้านเด็ดๆ เผื่อจะได้เอาเรื่องกินมาเขียนลงบล็อคกับเค้าบ้าง กลับเข้าสู่เส้นทางกันต่อครับ ก็เพราะจากแยกนี้มันไม่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวาอีกแล้วครับ ตรงอย่างเดียวจะเข้าสู่ตัวเมืองกาญจน์ รับรองว่าถ้ามาตามเส้นทางที่ผมพร่ำพรรณามาตลอดย่อหน้านี้ไม่มีทางหลงไปออกพม่าแน่ๆ ครับ ..

 
ไปถึงน้ำตกแล้วก็ต้องมีการเก็บภาพร่วมกันซะหน่อย .. / ไปคนเดียวก็ต้องถ่ายคู่กับรถแทนไปก่อนก็แล้วกัน ..

ถึงเมืองกาญจน์ก็เลยเที่ยงไปนิดหน่อย แดดไม่ค่อยมีฟ้าขาวๆ ซีดๆ เมฆครึ้มๆ ลอยเร็วๆ อยู่บนฟ้า ผมยังไม่หิวเพราะซดกาแฟมาตลอดทางตามสไตล์การขับรถแบบชิลล์อินดูของผม ก็เลยบึ่งตรงไปน้ำตกก่อนดีกว่าเพราะอีกกว่าหกสิบกิโลเมตรแน่ะ เส้นทางไปน้ำตกเอราวัณก็คือเส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนศรีนครินทร์นั่นแหละครับ ขับผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาไปก่อนอีกเดี๋ยวก็ถึง เชื่อโผ๊มมมมมเฮ๊อออออะ

แต่มันเป็นความโชคร้ายของผมหรืออย่างไรไม่ทราบ อุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงที่หมายทั้งทีแต่เจ้าเมฆครึ้มตัวดีที่เมื่อกี้นี้ลอยลิ่วๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์ก็ดันลอยปรี่ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่น้ำตกเอราวัณพอดี๊พอดี แล้วก็ยังพร้อมใจกันเทพรวดลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา อุตส่าห์เดินไปถึงข้างหน้าป้ายทางเข้าแล้วนะ เจอแบบนี้ผมนี่รีบวิ่งหัวซุกหัวซุนเลยครับ ทั้งกระเป๋ากล้องทั้งขาตั้งกล้องพะรุงพะรังทุลักทุเลกว่าจะมาถึงรถก็เล่นเอาเสื้อยืดกางเกงยีนส์เปียกแฉะไปครึ่งตัว เริ่มหิวแล้วด้วยจะกลับก็ยังไม่เหมาะเพราะฝนแรงมาก มองเห็นถนนข้างหน้าได้ไม่เกินห้าเมตร เห็นทีจะเป็นอันตรายกับสวัสดิภาพการเดินทางจึงเห็นควรให้พาตัวเองหลบอยู่ในรถไปก่อน ไม่เป็นไรยังมีรถทัวร์อีกสี่-ห้าคันจอดติดฝนอยู่เป็นเพื่อนกันที่ลานจอด กว่าฝนจะหยุดตกก็ปาเข้าไปบ่ายสาม หมดแรงใจที่จะเดินเข้าไปดูน้ำตกแล้วล่ะ ไม่อยากรีบเร่งลนลานกับการเดินเที่ยวเพราะต้องออกมาให้ทันเวลาปิดอุทยาน มันไม่ใช่สไตล์ผมน่ะ ผมยอมที่จะมาใหม่ในวันอื่นเพราะกว่าผมจะถ่ายได้แต่ละรูปเนี่ยะใช้เวลานานมาก ไม่ใช่เพราะเพ่งพินิจพิจารณาหาทิศทางแสงหรือจัดองค์ประกอบอะไรหรอกครับ ผมมัวแต่ใช้เวลาไปดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวต่างหากล่ะ ฮ่าๆๆ


เป็นหลักฐานว่าไปถึงแล้วนะ .. แต่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ เลยได้มาแค่เนี๊ยะ ..

ตัดสินใจกลับเมืองกาญจน์ดีกว่า เพราะนัดกับที่แพเอาไว้ว่าจะเข้าไปเช็คอินประมาณสี่-ห้าโมงเย็น เดี๋ยวจะไม่มีที่นอนซะเปล่าๆ ที่สำคัญเริ่มหิวมากๆ แล้วด้วย กลับมาถึงเมืองกาญจน์ราวๆ สี่โมงเห็นทางเข้าไปสะพานข้ามแม่น้ำแควก็เลยกลับรถขวับเสียงล้อบดถนนดังเอี๊ยดอ๊าดจนชาวบ้านแถวนั้นพร้อมใจกันหันมาสรรเสริญผมกันซะเป็นกระบุงโกย กลับรถได้ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปดูซักหน่อย เพราะยังไงๆ ที่พักก็อยู่ถัดจากสะพานไปไม่เท่าไหร่ ถือโอกาสแวะไปเดินเล่นยามเย็นเผื่อจะเห็นแสงรำไรในยามอาทิตย์อัสดง แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องผิดหวังเหมือนฟ้าจงใจแกล้งกันเพราะเจ้าเมฆฝนยังคงลอยครึ้มปกคลุมไปทั่ว เลยได้แต่ไปเก็บภาพนักท่องเที่ยวที่แห่กันมาเดินข้ามสะพานเล่นในยามที่รถไฟยังไม่มา รถไฟเที่ยวขึ้นตอนเย็นขบวน 259 จะมาถึงราวๆ สี่โมงครึ่ง ส่วนเที่ยวล่องขบวน 486 จะมาถึงประมาณห้าโมงครึ่ง ใครจะอยู่รอก็ได้แต่ผมจะรีบไปเช็คอินเข้าที่พักก่อน พรุ่งนี้ตอนเช้าก็มีขบวน 257 มาถึงตอนสิบโมงกว่า ออกมารอถ่ายรูปรถไฟแล้วค่อยกลับไปเช็คเอ้าท์ก็ยังทันถมไป


เจ้าม้าเหล็กขบวนนี้ที่เคยคำรามก้องบนทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ..

 
พากันเดินข้ามสะพานกันเป็นขบวนใหญ่ ไม่รู้ฝั่งโน้นเค้ามีอะไรกันนะ .. / เอาไปซื้อหวยดีไม๊เนี่ย ..!!!


บริเวณนี้เค้าจัดงานแสงสีเสียงกันเป็นประจำทุกปี ..

 
ผมตั้งใจถ่ายรางรถไฟนะ แต่บังเอิญติดภาพคู่รักเซลฟี่กันมาด้วย จริงๆ นะ เอ้าาาาา .. / เหล็กแต่ละท่อน หมุดแต่ละตัว กว่าจะมาเป็นสะพานก็ต้องแลกมาด้วยชีวิต ..

  
หลายชีวิตที่ต้องสังเวยในสายน้ำแห่งนี้ .. / เด็กๆ ชาวต่างชาติ โดยมากก็มาวิ่งเล่นกันซะมากกว่า .. / ป้ายสะพานแควใหญ่ ..

ไหนๆ ก็แวะกันแล้วก็เลยเดินตามนักท่องเที่ยวข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางรถไฟและสะพานแห่งนี้จะพรากเด็กหนุ่มจากครอบครัวอันอบอุ่น ที่ประเทศอันเป็นที่รักส่งพวกเขาให้บินไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมากว่าครึ่งโลกเพื่อเอาชีวิตมาสังเวยให้กับความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลกว่า “ไม้หมอนแต่ละอันของทางรถไฟสายนี้คือหนึ่งชีวิตที่ต้องดับสิ้นไปของเหล่าเชลยศึก” มองจากบนสะพานสู่ห้วงน้ำที่เขียวคล้ำดูลึกล้ำสุดประมาณที่เชลยสงครามต้องทำงานหนักทั้งกลางวันกลางคืน อดๆ อยากๆ จนผ่ายผอมรวมถึงต้องเผชิญกับไข้ป่าและสัตว์ร้ายนานาชนิดจนสุดท้ายก็ล้มตายกันไปราวใบไม้ร่วง ส่วนที่ตายก็ตายไปเชลยกลุ่มใหม่ก็จะถูกส่งเข้ามาทำงานต่อเนื่องกันไปไม่มีวันหยุด ไม่ได้ค่าแรง ไม่มีสิทธิมีเสียงจะโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งเขียนก็ยิ่งอินกับเรื่องราว

“สงครามใดๆ ก็ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริง เพราะชัยชนะบนความสูญเสียมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับความพ่ายแพ้ในสงครามที่ตัวเองก่อขึ้นเท่านั้น”

ออกจากภาพแห่งอดีตแล้วรีบไปเช็คอินเข้าห้องพักกันซักทีดีกว่า ตอนนี้อยากอาบน้ำอาบท่าแล้วหาอะไรใส่ท้องบ้างแล้วล่ะ หิวจนท้องกิ่วเพราะแขวนท้องมาทั้งวันกับกาแฟสดแก้วเดียวจริงๆ ผมได้ห้องพักริมสุดของแพและดูเหมือนห้องข้างๆ จะไม่มีแขกมาเข้าพัก คาดว่าคืนนี้น่าจะไม่ต้องทนนอนฟังเสียงอู้อี้ๆ กุกกักๆ จนแพโยกเป็นจังหวะของข้างห้อง มันบาดใจคนโสดรู้บ้างไหมเนี่ยะ? หวังว่าคงจะได้นอนอย่างสบายใจฟังเสียงน้ำไหลใต้แพดังจ๊อกๆๆๆ คละเคล้ากับเสียงหรีดหริ่งเรไรที่พร้อมใจกันกรีดปีกบางสวยกลายเป็นเสียงเสนาะทอประสานกันเป็นบทเพลงบรรเลงแห่งธรรมชาติขับกล่อมให้นอนหลับปุ๋ยทั้งคืนเป็นแน่

ข่าวร้ายสำหรับผมคือเย็นนี้ที่พักไม่มีอาหารขายเพราะแม่ครัวไม่อยู่ แต่เหล้าเบียร์กับแกล้มง่ายๆ ยังพอมีสำหรับคนที่ชอบดื่มชอบฟังเพลงเบาๆ เคล้าสายน้ำ ส่วนผมมันคนไม่ดื่มเลยต้องพึ่งข้าวผัดกระเพราะของเซเว่นอีเลฟเว่นกับชาเขียวสองขวดและขนูกขนมอีกนิดหน่อยที่ซื้อติดมือเอาไว้ตอนก่อนเข้ามาเช็คอิน ก็พอช่วยให้อิ่มไปได้ตามสไตล์ลุยๆ กับตลอดค่ำคืนแห่งความสุขนี้

เที่ยวคนเดียวกันก็ดีอย่างนี้แหละ ไม่สิ้นเปลืองมาก ไม่ต้องกินมื้อใหญ่ ไม่ต้องห่วงว่าใครจะกินอะไรได้หรือไม่ จะไปที่ไหนก็ไปได้ตามใจ จะหยุดตรงไหนก็หยุดไม่ต้องถามความเห็นใคร จะถ่ายรูปตรงไหน นานแค่ไหนก็ไม่ต้องเกรงใจคนรอ นับข้อดีได้ห้าข้อแล้ว ผมก็ขอเชิญให้หันมาเที่ยวคนเดียวกันดีกว่า (ข้ออ้างของคนโสดต่างหากล่ะ .. ฮ่าๆๆ ..)


ค่ำคืนที่เดียวดายกับใต้พื้นน้ำที่เรียบสนิทราวกับแผ่นกระจก แต่ลึกๆ แล้วมันเหมือนซ่อนความเศร้าโศกเอาไว้ในเงามืดแห่งสงคราม ..

ค่ำคืนนี้ยังไม่ง่วงเท่าไหร่เลยออกมาเก็บภาพอยู่คนเดียวหน้าห้อง ไฟหรี่ๆ ดวงเดียวผสานกับภาพท้องน้ำเบื้องหน้ามันทำให้ จินตนาการกระเจิดกระเจิงเปิดเปิงนึกไปไกลถึงเรื่องลึกลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้แห่งสายน้ำ วิญญาณของคนที่ตายในสงครามอาจจะยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งใต้แม่น้ำแห่งสงครามสายนี้ แล้วจู่ๆ ก็ขนลุกซู่ขึ้นมาเฉยๆ เลิกถ่ายดีกว่า ผมนี่เผ่นเข้าห้องโดยพลันเลยครับ

กลับเข้ามานอนเล่นบนเตียงนุ่มๆ กับหมอนยวบๆ หยิบกล้องออกมาเปิดดูภาพที่ไปถ่ายเมื่อบ่ายนี้ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวสักเท่าไหร่ ท้องฟ้าไม่สวยเอาซะจริงๆ เลยนะเนี่ยะ เห็นภาพแล้วนึกท้อใจหันไปหยิบเอาโทรศัพท์มานอนเล่นเปิดเฟซ เช็คไลน์ โพสโน่นนี่นั่นไปตามประสาคนบ้ากล้องดีกว่า พื้นที่บริเวณที่พักมีสัญญาณไว-ไฟฟรีให้เล่นเพลินๆ ซึ่งบางครั้งก็เร็วปรู๊ดปร๊าดแต่บางทีก็สะดุดหยุดบ้างตามความแรงของสัญญาณรบกวน แต่หากฉุกเฉินอะไรขึ้นมาสัญญาณสามจี-สี่จีของทุกผู้ให้บริการก็พร้อมให้คุณได้ผลาญโควต้าดาต้าของคุณได้ตลอดเวลาเช่นกัน ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้ผมเห็นนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนยี่สิบนาที แล้วประสาททุกส่วนของผมก็ดับวูบลง แน่นอนผมก็ยังคงนอนหลับคาโทรศัพท์ไปอีกคืนเหมือนเคย

วันนี้ตื่นมาสัมผัสกับความชุ่มชื้นในอากาศยามเช้าที่แสนสดชื่นของริมแม่น้ำ พอเปิดประตูห้องออกมาก็ต้องตกใจเพราะเห็นหนุ่มสาววัยรุ่นชาวต่างชาติผมทองมานั่งอยู่หน้าห้อง เก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงเก่าคร่ำสีขาวหม่นตัวไม่ใหญ่ขนาดที่ก้นอวบๆ ของผมนั่งคนเดียวก็แทบจะรับน้ำหนักไม่ไหวอยู่แล้ว แต่นี่สาวสวยตัวเล็กนั่งบนตักชายหนุ่มบนเก้าอี้ตัวนั้นชวนให้แปลกใจว่ามันรับน้ำหนักของทั้งสองคนไหวได้อย่างไรกัน งงๆ ปนอึ้งทึ่งเสียวเล็กน้อย

แต่ก็ตามนิสัยคนไทยผมรีบส่งยิ้มสยามอย่างหวานหยาดเยิ้มไปให้ในทันที และรอยยิ้มที่ตอบกลับมาทำให้ผมได้พบเพื่อนใหม่ต่างวัยต่างวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นอีกสองคน เขาทั้งสองคนพักอยู่กับเพื่อนๆ อีกแพนึงติดกับแพที่ผมพักโดยที่เช่าเหมาแพกันเป็นกลุ่มใหญ่ราวๆ เกือบยี่สิบคน ตอนผมออกมาเดินเก็บภาพที่พักเพื่อจะเอามาประกอบบล็อคนี้ก็เห็นทั้งกลุ่มกำลังสรวญเสเฮฮาปาร์ตี้หน้าบวมตาปรือเหมือนดวดแอลกอฮอล์กันมาทั้งคืนไม่ยอมหลับยอมนอน แต่ตอนที่ผมเช็คเอ้าท์ก็เห็นเงียบหายเข้าห้องไปนอนกันหมดแล้ว


แนะนำที่พักกันสักหน่อย .. ไม่ได้ตั้งใจมาโฆษณาในบล็อคนะ โปรดดูจากภาพเอาเองแล้วกัน ..

 
บริเวณทานอาหารที่เมื่อเย็นวานแม่ครัวไม่อยู่ ทำเอาคนแรมทางอย่างผมเกือบแย่ .. / มีรถตู้ออกทุกชั่วโมงไปกรุงเทพฯ, ไปถนนข้าวสาร, ไปอนุสาวรีย์ชัยฯ, ไปหมอชิต, ไปสนามบินสุวรรณภูมิ, ไปอยุธยา, ไปหัวหิน, ไปชะอำ ใครจะไปเที่ยวต่อก็ใช้บริการได้สะดวกจริงๆ ..

  
แพทางซ้ายนั่นคือที่สองหนุ่มสาวและกลุ่มเพื่อนมาพักกันอยู่ครับ .. / ส่วนทางขวานั่นคือแพที่ผมพักเมื่อคืนนี้ .. / บันไดทางขวาคือทางขึ้นไปที่เค้าเตอร์เช็คอินและส่วนของร้านอาหาร

 
บนเทอร์เรซชั้นลอยของที่นี่ / มองลงไปก็เป็นลานกิจกรรมหากใครต้องการจะร้องรำทำเพลง แต่สงสัยจะหนวกหูคนที่มานอนชิลล์แบบผมเป็นแน่ ..


ห้องสุดท้ายริมแพที่เห็นหน้าต่างบานเกล็ดสองบานนั่นคือนิวาสถานของผมในค่ำคืนที่ผ่านมาครับ ..

วันนี้ผมเช็คเอ้าท์เร็วเพราะมีนัดกับรถไฟเที่ยวขึ้นขบวน 257 ธนบุรี-น้ำตก ที่จะมาถึงราวๆ สิบโมงสี่สิบ ซึ่งก็อาจจจะมีเลทบ้างไรบ้างกระฉึกกระฉักกันไปตามคอนเซ็ปของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เน้นให้บริการแบบสโลว์ไลฟ์เพื่อที่จะให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติสองข้างทางได้อย่างเต็มอิ่ม ผมไปเดินเล่นดูสินค้าที่ขายซึ่งแถวนั้นจะมีตลาดค้าพลอยอยู่ด้วย ส่วนของลานจอดรถก็กว้างขวางไม่มีการเก็บค่าจอดแต่ร้อนไป(ไม่)หน่อยนะ ของกินก็มีให้เลือกหลายร้านเดินเลือกเดินช็อปชมชิมกันได้ตามใจราคาไม่แพง

ถนนด้านเลียบแม่น้ำที่ผมขับผ่านเมื่อเย็นวาน วันนี้รถยังไม่หนาแน่นเท่าไหร่ ผู้คนก็ยังไม่ขวักไขว่ ผมอาศัยเดินเลียบๆ เลาะไปตามข้างๆ ตลาดค้าพลอย เพื่อไปยังสถานีรถไฟซึ่งจะมีศูนย์บัญชาการของนายสถานีเป็นตู้เล็กๆ ใกล้กับตำแหน่งของป้ายที่บอกตำแหน่งจอดของหัวขบวน แต่ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเพราะเขาจะขายเป็นรอบๆ แค่ช่วงเวลาที่รถไฟแฟร์มองต์วิ่งข้ามสะพานไป-กลับแค่นั้น สนนราคาก็แค่คนละ 20 บาทเท่านั้น และใกล้ๆ กันก็จะมีป้ายบอกชัดเจนว่ารถไฟจะมาเวลาไหนบ้างจะได้ระมัดระวังตัว กะเผื่อเวลาให้ถูกต้องในการเดินข้ามสะพาน หากเดินข้ามทางรถไฟไปก็จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของตำรวจท่องเที่ยวตั้งอยู่เยื้องๆ กัน

 
ลานจอดรถบริเวณตลาดค้าพลอย .. / ขนูกขนมของกินของฝากใครสั่งก็จ่ายตังค์กันมั่งสิค๊าบบบบ ..


ตู้ขายตั๋วรถแฟร์มองต์ ตอนที่ผมไปถึงยังไม่เปิดขายครับ ..

 
ไม่ว่าจะเวลาไหน สะพานข้ามแม่น้ำแควก็ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คน .. / ศูนย์อำนวยการของตำรวจท่องเที่ยว ..


เอามาให้ดูเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการเดินทางไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว ..

ใกล้เวลารถไฟมา คนก็จะมายืนเข้าแถวเรียงหน้ากระดานสองข้างรางเพื่อรอรับรถไฟกันมากขึ้น ไกด์ก็จะพาลูกทัวร์มายืนรอ คนที่จะขึ้นรถไฟที่สถานีนี้เพื่อไปยังสถานีถ้ำกระแซที่เป็นทางรถไฟเลียบหน้าผาและเลียบแม่น้ำแควอันเป็นสัญลักษณ์ของทางรถไฟสายนี้ หรือบางคนก็ไปลงที่สถานีน้ำตกที่เป็นสถานีปลายทางเพื่อจะไปเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อยที่อยู่ไม่ไกลจากสถานี แต่ผมแค่ต้องการจะถ่ายรูปรถไฟเท่านั้นเลยมายืนดักอยู่ตรงป้ายบอกตำแหน่งจอดของหัวรถจักรเพื่อจะเก็บภาพสักสิบ-ยี่สิบภาพก็พอ


ขบวน 257กำลังเข้าเทียบชานชาลาสถานี ..

 
วันนี้หัวรถจักรหมายเลข 4031 ทำขบวนมาจากสถานีธนบุรีครับ .. / ส่งเสบียงก่อนที่ขบวนรถจะออกเดินทางต่อในอีกสองนาที

ได้เวลารถไฟมาผมเก็บภาพได้บางส่วน แล้วเดินอ้อมด้านหน้าหัวรถจักรเพื่อเก็บภาพอีกมุม แต่ …..

มีกลุ่มคนถือกล้อง (ขอเรียกว่ากลุ่มคนถือกล้องก็แล้วกันนะ ไม่อยากเรียกว่าช่างภาพหรือคนรักการถ่ายภาพเพราะช่างภาพจะมีมารยาทมากกว่ากลุ่มคนถือกล้อง) คนกลุ่มนี้จะไม่สนใจใคร พอได้สะพายกล้องก็จะทึกทักเอาว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษที่จะได้เข้าไปถ่ายรูปตรงไหนก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใคร แล้วก็จะยึดพื้นที่ตรงนั้นไม่ยอมแบ่งปันให้ใครมาถ่ายบ้าง โดยถ่ายเสร็จก็จะเรียกพวกตัวเองมาถ่ายอีกจนกว่าจะพอใจ พวกคุณเธอที่มาด้วยก็โพสท่าโน้นท่านี้ท่านั้นแต่ละนางไม่น้อยกว่าสิบแอ็ค ไม่สนใจว่าใครเค้าจะถ่ายอยู่ก่อนหรือเปล่า? หรือมีคนที่เค้ารอจะถ่ายมุมนั้นอยู่อีกหรือไม่?


ฝรั่งยืนงงทำไมคนไทยไม่รอคิว .. คนไทยอย่างผมเลยไม่รู้จะอธิบายให้ฝรั่งเข้าใจได้ยังไงเหมือนกัน .. เฮ่ออออออ ..

 
ไปถ่ายล้อเหล็กแทนก่อนก็ได้ฟร๊ะ .. / ขบวน 257 จากสถานีธนบุรีไปสุดปลายทางที่สถานีน้ำตก

  
ปู๊นๆๆ .. เจ้าดีเซลไฟฟ้า GE4031 กำลังเร่งเครื่องดังสนั่นหวั่นไหวเพื่อปล่อยม้า 1,000 ตัวที่รอบเครื่องยนต์ 5,400 รอบออกมาพาขบวนรถไฟสายน้ำตกออกเดินทางต่อไป

 
บินข้ามมากว่าครึ่งโลกเพื่อเก็บภาพประทับใจของการที่ได้นั่งรถไฟข้ามสะพานแห่งประวัติศาสตร์ .. / ไปแล้วสินะ .. เจ้าขบวนรถไฟสายน้ำตกที่พาผู้โดยสารเข้าสู่อดีตอีกครั้งกับเส้นทางรถไฟสายมรณะ

ถ้ามันเป็นอะไรที่เป็นป่าเขาน้ำตกทะเลหรืออะไรที่มันอยู่ตรงนั้นตลอดก็พอทำเนา แต่นี่มันหัวรถจักรที่มีเวลาจอดอยู่ที่สถานีนี้แค่สองนาที ซึ่งถ้าพลาดขบวนนี้ไปอาจต้องรออีกนานเป็นชั่วโมงๆ ผมเองก็ยืนถ่ายอยู่ก่อนที่คนกลุ่มนี้จะมา ขยับหามุมหาแสงเรียบร้อยกำลังจะกดชัตเตอร์ เหล่าคุณเธอก็เดินทะเล่อทะล่าเข้ามายืนกลางเฟรมไม่ได้ดูว่าผมและชาวต่างชาติอีกกลุ่มกำลังถ่ายหัวรถจักรกันอยู่ แล้วยังมีหน้ามาโบกมือเรียกเพื่อนๆ เข้ามายืนกันสลอนให้เต็มหน้าหัวรถจักร จนแหม่มฝรั่งหันมาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดบวกกับส่งสายตาสงสัยไปที่พวกเธอ แต่พวกคุณเธอก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับการกระทำที่ไร้มารยาทของพวกเธอแม้แต่น้อย

ส่วนผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรคิดว่าคนไทยด้วยกันเดี๋ยวถ่ายเสร็จแล้วพวกเค้าก็คงจะไป ผมขอเวลาสักยี่สิบวินาทีก็พอเพราะผมวัดแสงเลือกมุมเอาไว้แล้วแค่กดชัตเตอร์ไม่รบกวนเวลาของคนอื่นมากหรอก แต่นี่พวกคุณเธอไม่ยอมออกจากตำแหน่งหน้าหัวรถจักรสักที เวลาก็กำลังจะหมดรถก็กำลังจะออก เสียงหวูดดังขึ้นแล้วแต่คนที่ถือกล้องก็ยังคงยืนขวางมุมอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบออกไปบ้างแต่อย่างใด อีกทั้งโบกมือเรียกเพื่อนที่กำลังยกขวดเบียร์กระดกน้ำเมาลงคอเดินเป๋ไปเป๋มาให้มาเข้าเฟรม จนผมต้องเดินไปสะกิดให้ขยับนิดนึงเพื่อที่ผมและชาวต่างชาติอีกกลุ่มจะได้ถ่ายบ้าง พวกก็ขยับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนแล้วทำท่าจะมาเอาเรื่องผมซะอีก ดีที่ผมยืนรวมกลุ่มกับชาวต่างชาติและพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นไม่เช่นนั้นคงได้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ กันเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ผมถึงไม่ขอเรียกเค้าว่าช่างภาพหรือคนรักการถ่ายรูป เพราะพฤติกรรมแบบนี้มันก็เป็นได้แค่ลิงถือกล้องที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพเท่านั้น


ข้ามสะพานไปแล้ว ..  เจอกันใหม่ในโอกาสหน้านะ ..

“การที่คุณซื้อกล้องไม่ได้ทำให้คุณเป็นช่างภาพ แต่มันทำให้คุณเป็นแค่เจ้าของกล้องเท่านั้น” (ปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้)

เสียอารมณ์กับคนพวกนี้ไปหลายเลเวลเลยไปหาอะไรกินดีกว่า แวะกินข้าวที่ตลาดแล้วเปลี่ยนแผนไปเดินไว้อาลัยให้กลุ่มคนถือกล้องเหล่านั้นที่สุสานฝรั่งน่าจะดี เผื่อจิตสำนึกดีๆ จะได้เกิดมีขึ้นในความรู้สึกตรงส่วนลึกในจิตใจของพวกเค้าเหล่านั้นกันบ้างไม่มากก็น้อย


สุสานทหารสัมพันธมิตร หรือที่รู้จักกันในชื่อสุสานฝรั่งหรือป่าช้าอังกฤษของคนเมืองกาญจน์นั่นเอง ..

สุสานทหารสัมพันธมิตร (ดอนรัก) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Kanchanaburi War Cemetery หรือที่ชาวเมืองกาญจน์เรียกว่า “ป่าช้าอังกฤษ” หรือ “สุสานฝรั่ง” (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ทหารอังกฤษหรอกนะครับ เพราะในสุสานมีทั้งทหารอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งเนเธอร์แลนด์อีกด้วย) เป็นสุสานขนาดใหญ่มีพื้นที่ราว 17 ไร่ บนพื้นที่ที่ชาวบ้านได้อุทิศให้เป็นสถานที่บรรจุศพทหารเชลยศึกบางส่วนที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟจากกาญจนบุรีไปถึงพม่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต อำเภอเมือง เยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี ได้บรรจุศพเชลยศึกชาวต่างชาติที่เสียชีวิตถึง 6,982 หลุม โดยเชลยศึก 300 คนที่เสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรคและฝังไว้ที่ค่ายนิเกะ (ประมาณ 15 กิโลเมตรก่อนถึงด่านเจดีย์สามองค์) ส่วนที่เหลือได้จากหลุมฝังศพเชลยศึกตามค่ายต่างๆและยังมีสุสานช่องไก่ ซึ่งรัฐบาลไทยและฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2497 เพื่อสร้างสุสานสองแห่งนี้ขึ้น

พื้นที่ในสุสานจัดแต่งแบบโล่งกว้าง เป็นพื้นสนามหญ้า ปลูกต้นไม้และดอกไม้ประดับโดยรอบ บริเวณพื้นที่ภายในได้รับการตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม บรรยากาศในสุสานเงียบสงบและร่มรื่น เหนือหลุมฝังศพทุกหลุมมีแผ่นทองเหลืองจารึก ชื่อ อายุและประเทศของผู้เสียชีวิต บรรทัดสุดท้ายเป็นคำไว้อาลัยที่โศกเศร้า สถานที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างสวยงามสะอาดตา ผู้เข้ามาเยี่ยมชมหรือต้องการแสดงความไว้อาลัยสามารถเดินชมในบริเวณทางเดินระหว่างหลุมศพได้ และทุกปีจะมีวันที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเฉพาะของคนชาติต่างๆได้แก่

  • วัน Anzac Day 25 เมษายน ของชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
  • วัน Armistice Day 5 พฤษภาคม ของชาวเนเธอร์แลนด์
  • วัน Remembrance Day 11 พฤศจิกายน ของชาวอังกฤษ


เด็กหนุ่ม 6,982 คนบินมาทอดกายหลับอย่างสงบอยู่ใต้พื้นดินแห่งสยามประเทศ ..

 
Rest in Place  .. Amen .. / เงียบสงบ ร่มรื่น สวยงามสมกับเป็นที่พักผ่อนตลอดไปของเหล่าทหารกล้า ..

และภายในบริเวณสุสานยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. โดยเสียค่าเข้าชม 120 บาทและห้ามถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์​ สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมชมสุสานฝรั่งแห่งนี้เราสามารถใช้เส้นทางจากถนนแสงชูโต (ทางหลวงหมายเลข 323) วิ่งเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี​ ตรงผ่านสี่แยกในตัวเมืองกาญจน์ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ผ่านวัดถาวรวราราม (วัดญวน) จากนั้นก็จะเห็นสุสานสัมพันธมิตรอยู่ทางซ้ายมือถัดจากวัด หรือเยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี

 
คำไว้อาลัยสำหรับการเสียสละของทหารที่ร่วมสร้างทางรถไฟสายมรณะเส้นนี้ .. / คำจารึกจากประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันอุทิศให้เป็นสถานที่พักผ่อนตลอดกาล


ญาติพี่น้องอันเป็นที่รักจะยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป ..

 
แผ่นทองเหลืองระบุชื่อ อายุ ชั้นยศและประเทศของเหล่าทหารหาญแต่ละนาย ..

  
ดอกไม้สวยที่ไม่เคยร่วงโรย .. เป็นดั่งความเสียสละที่ไม่เคยถูกลืม .. / ประตูทางเข้าสุสาน .. / ทางเดินระหว่างหลุมศพที่ให้ผู้เยี่ยมชมเข้าถึงญาติพี่น้องของตัวเองได้อย่างใกล้ชิด ..

เรามาลองอ่านประวัติย่อๆ ของสุสานแห่งนี้กันครับ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อ พ.ศ. 2488 ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามได้ดำเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถานแด่ผู้เสียชีวิตขึ้นหลายแห่งในทวีปเอเชียซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญนั้นมีอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ในหลายประเทศคือ ในประเทศไทย 2 แห่ง, พม่า 3 แห่ง, อินเดีย 6 แห่ง, บังกลาเทศ 5 แห่ง, ปากีสถานและศรีลังกาอย่างละ 2 แห่ง นอกจากนี้ที่กาญจนบุรียังมีอนุสรณ์สถานที่สร้างโดยทหารญี่ปุ่นเพื่อคารวะแด่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตในระหว่างสงครามคือ “อนุสาวรีย์ไทยานุสรณ์” ส่วนกรรมกรชาวเอเชียอีกจำนวนมากที่เสียชีวิตไปโดยไม่มีผู้ใดจดบันทึกไว้นั้น มีการสร้างอนุสาวรีย์กรรมกรและทหารนิรนามไว้ที่ป่าช้าวัดญวน และโครงกระดูกอีกส่วนหนึ่งของพวกเขาตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 (เอิ่มมม .. ประวัติย่อจริงๆ แฮะ สรุปได้ในหกบรรทัด .. ฮ่าๆๆ)

ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kanchanaburi.com และ https://th.wikipedia.org นะครับ


ป้ายคำระลึกในแบบสามภาษา ..

 
ทางเข้าที่จะมีรถทัวร์ รถตู้รวมไปถึงรถส่วนตัวจอดกันเต็มแน่นอยู่ด้านหน้า .. / บรรยากาศร่มรื่นดี มีเด็กๆ มาวิ่งเล่นด้วย ..

  
ชื่ออย่างเป็นทางการครับ .. / แนวหลุมศพทั้งสองด้านถูกจัดแบ่งเป็นช่องทางเดินอย่างเป็นระเบียบ .. / สะดวกสบายสำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์เพราะมีช่องทางเข้าพิเศษแยกต่างหากด้วย

ย่างเข้าช่วงบ่ายแก่ๆ แดดเริ่มจะร่มลมเริ่มจะตก ตัวผมคงได้เวลาอันสมควรที่จะโบกมือลาเมืองกาญจน์เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่บ้านในเมืองกรุงที่ต้องกลับมาเผชิญชีวิตที่ยุ่งๆ วุ่นวายอีกครั้ง หลังจากได้ไปชาร์จพลังแบบชิลล์ๆ กับเมืองชายแดนตะวันตกที่ได้พกเอาสาระความรู้กลับมาจนแน่นกระเป๋าที่เต็มปรี่ไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์และความโหดร้ายของสงคราม ที่จะคอยเฝ้าเตือนใจมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกหมู่ทุกเหล่าให้ตระหนักถึงบาดแผลแห่งความสูญเสียที่สงครามได้ทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์แก่มวลมนุษยชาติ

ร่ำลาด้วยอาลัยแก่หทารหาญทุกนายที่พลีกายถวายชีวีสร้างวีรกรรมเพื่อปกป้องสันติภาพให้มวลมนุษย์บนโลกใบนี้ได้อยู่อย่างมีอิสระและเสรีภาพตราบจนกาลปัจจุบัน

ชมภาพของทริปนี้ คลิ๊ก

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558 เวลา 01:00 น.

20130710-11 จากมฤค .. ไปเพลินวาน .. รำลึกวันวานในกาลปัจจุบัน ..

โพสนี้เป็นภาคต่อของ แบกเป้ลุยเลฯ ทั้งสองตอนที่ผ่านมา ผมทิ้งท้ายตอนที่สองค้างเอาไว้เมื่อตอนฝนหยุดตกที่หน้าค่ายพระรามหก ชีวิตยังคงต้องระหกระเหินเดินทางท่องเที่ยวกันต่อไปตามแผนการที่วางเอาไว้ให้ลุล่วง พระพิรุณจากไปแล้วแต่ดวงอาทิตย์ที่ยังแอบหลบอยู่หลังก้อนเมฆก็ยังพยายามสาดแสงสีทองเป็นลำเรืองสวยสดงดงามแหวกผ่านกลีบเมฆที่บดบังอยู่นั้นออกมาจนได้

ผมออกมายืนรอรถหวานเย็นเช่นเดิม ยังคงยึดมั่นเจตนารมณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงชาวพื้นถิ่นอย่างใกล้ชิดด้วยการปฏิบัติตามวิถีแห่งชุมชนที่คนท้องถิ่นเป็นอยู่ คราวนี้ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนจะเข้าเขตพลุกพล่านย่านการค้าเต็มรูปแบบของหัวหินนิดหน่อยก็เห็นเพลินวานตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ รถจอดส่งผมลงตรงข้ามกับเพลินวานพอดิบพอดี แต่การข้ามถนนที่นี่ไม่ใช่งานง่ายๆ นะครับ นอกจากต้องระวังรถเล็กใหญ่ที่วิ่งขึ้นล่องไปมาแล้ว พอเห็นว่ารถทางขวาว่างแล้วก็อย่าเพิ่งทะเล่อทะล่าวิ่งออกมานะครับ เพราะอาจจะเจอเข้ากับบรรดามอเตอร์ไซค์ที่วิ่งย้อนศรจากทางซ้ายมาชนกับเราได้ เพราะฉะนั้นมองขวาแล้วอย่าลืมมองซ้ายอีกทีก่อนด้วยนะครับ

หลังจากเล่นหลอกล่อเอาเถิดกับรถใหญ่ทางขวาและมอเตอร์ไซค์ทางซ้ายกันอยู่สักพัก ผมก็ข้ามถนนไปเพลินวานได้โดยปลอดภัย ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกามันบอกเวลาสี่โมงกว่าแล้วนี่ แดดร่มลมตกแบบนี้อีกสักพักก็คงจะมีประชาชนคนท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมเพลินวานกันอย่างเนืองแน่นในไม่ช้า ผมเลยรีบจ้ำอ้าวเข้ามาเก็บภาพสวยก่อนที่มุมดีๆ จะมีแต่หัวดำๆ มิหนำซ้ำยังจะมีกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติฝั่งเอเชียของรานี่ล่ะที่จะมาส่งเสียงโล้งเล้งโป้งเป๊งเดินกันให้ขวักไขว่จนคุณไม่รู้จะหาเหลี่ยมไหนแอบไปถ่ายภาพกันเลยทีเดียว(ฮา..)


ประกาศ .. ช่วยกันสนับสนุนสินค้าของแท้ด้วยนะครับ .. / ผมมาถึงก็เย็นๆ แล้ว .. แต่ดีที่คนก็ยังไม่หนาแน่นเท่าไรนัก ..

เข้าไปถึงก็เห็นร้านรวงต่างๆ เพิ่งจะจัดจะตั้งกันยังไม่เรียบร้อยดีเท่าไหร่ พาลให้เกิดความสงสัยว่ากลางวันนี่เค้าไม่ค้าไม่ขายกันบ้างหรืออย่างไร ปรากฎว่าเดินตรงเข้าไปอีกหน่อยถึงได้รู้ว่าร้านข้างในขายกันอยู่ตลอดวัน บางร้านก็เป็นที่นั่งดื่มนั่งสังสรรค์ก็คงจะขายไปยันดึกยันดื่นครึ่งค่อนคืนยังไม่ยอมเลิกกันเลยมั๊ง หลังจากเดินสำรวจเล็งมุมที่ต้องการเอาไว้ รอแสงไฟที่เค้าจะเปิดในตอนค่ำ ก็สังเกตเห็นแบตไอโฟนเจ้ากรรมกำลังจะหมด หากไม่ชาร์จให้เต็มไว้คืนนี้ขากลับถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอันใดก็จะพาลให้ติดต่อขอความช่วยเหลือใดๆ จากใครๆ ไม่ได้เป็นแน่แท้ เหลือบไปเห็นร้านกาแฟเลยปรี่เข้าไปหาอะไรดื่มแก้ง่วงสักแก้ว เต็มน้ำตาลในเลือดสักนิด ชีวิตจะได้สดชื่น ร่างกายจะได้ตื่นตัว


หน้าร้านกาแฟเพลินวาน .. / น่านั่งชิลล์มากๆ .. ยิ่งถ้าแดดร่มลมตก ร้านค้าด้านในเปิดไฟทั้งหมดแล้วยิ่งเพลิน(เมื่อ)วานกันในวันนี้แหละ ..


มีทั้งร้อน-เย็นให้เลือกสรร .. ชื่อเมนูดูมีสไตล์ ยูนีคสุดๆ .. / จะมื้อเบาแบบกินเล่นๆ หรือมื้อหนักแบบกินจริงๆ ก็มีให้สั่งกินกันอย่างครบครัน .. / บรรยากาศลายไม้แบบเก่าผสมความโมเดิร์นทันสมัย .. มันลงตัวกันได้แบบไม่ขัดหูขัดตา .. พาให้นั่งกันเพลินตั้งแต่วันวานจนวันนี้ก็ไม่มีเบื่อ ..


กาแฟรสชาติเข้มเสิร์ฟกับแพ็คเกจย้อนยุค .. ดูมีเอกลักษณ์ ..

ได้เอสเพรสโซเย็นรสชาติเข้มข้นๆ มาหนึ่งแก้ว พร้อมกับขออนุญาตน้องๆ สองหนุ่มชาร์จแบตโทรศัพท์สักชั่วโมงก่อนค่อยออกไปเดินเล่นด้านใน นั่งได้แป๊บเดียวฝนก็ลงเม็ดอีกครั้ง ระหว่างรอก็เลยเอากล้องออกจากถุง 7-11 มาเช็ดมาถูทำความสะอาดสักหน่อยหลังจากที่ไปกรำฝุ่นลุยฝนมาด้วยกันที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน(ในแบกเป้ลุยเลฯ ตอนที่สองนั่นแหละ ..) เอาภาพมาเปิดดูไปเรื่อย เลยขอถ่ายรูปสองหนุ่มหล่อใจดีแห่งร้านกาแฟเพลินวานไว้เป็นที่ระลึกและสัญญาว่าจะส่งรูปไปให้ จนทำให้เราได้เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊คอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่อีกสองคนครับ


เก้าอี้ไม้ .. ได้บรรยากาศเรโทรจริงจร๊งงงง .. ชอบจังเลยแบบเนี๊ยะ .. / กระเป๋ากล้องของผม .. ต้องพาหนีฝนไปหลบในถุง 7-11 ..


เพื่อนใหม่ของผมในวันนั้นครับ .. สองหนุ่มหล่ออัธยาศัยดี มีใจรักการบริการ ..

จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ของเพลินวาน พื้นที่ร้านค้าจะมีอยู่สามชั้น ที่เราเดินเข้าไปจากข้างหน้าทางเข้านั้นจะเป็นชั้นสอง เดินเข้ามานิดนึงจะมีบันไดขึ้นไปชั้นสามที่ส่วนใหญ่เป็นบริเวณของร้านค้าสำหรับคนชอบดื่ม แต่ถ้าเราไม่ขึ้นบันไดตรงนี้ เดินเลยเข้าไปจะพบกับสะพานอยู่ด้านซ้ายเพื่อเข้าไปสู่ตลาดเพลินวานและบันไดทางลงไปชั้นล่างอยู่ด้านขวาซึ่งจะลงไปสู่ส่วนที่เรียกว่า “ตรอกวานซืน” นั่นเอง หากเราไม่ลงบันไดตรงนี้แต่เลือกเดินข้ามสะพานไปก็จะเดินผ่านร้านค้าร้านอาหารเรียงรายไปตลอดสองฝั่งโดยมีสะพานข้ามไปมาได้ และหากเดินไปจนสุดทางก็จะมีทางลงไปสู่ลานเพลินที่สามารถเดินทางจากชั้นล่างก็ได้เหมือนกัน


มาดูด้านหน้ากันก่อน .. เดินเข้ามาก็จะเจอโซนนี้ก่อนเลย ..


ตรงไปก็จะพบกับสะพานและบันได .. คุณเลือกได้ว่าจะไปทางไหน ..?

บริเวณลานเพลินนี้ก็จะจัดเป็นแบบงานวัด มีชิงช้าสวรรค์ ปาลูกโป่ง ยิงเป้าเอาตุ๊กตา ฉายหนังกลางแปลง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ที่บ้านนอก ชอบที่สุดเวลาวัดจัดงานบุญหรือเวลามีหนังขายยามาฉายให้ดูกันฟรีๆ ที่สนามหน้าอำเภอ ผมกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันก็จะพากันหอบเสื่อหอบหมอนไปนอนดูหนังกัน รถเข็นขายผลไม้ดอง ลูกชิ้นปิ้งที่มีตะเกียงน้ำมันแบบกระป๋องใบเล็กกับยากันยุงแท่งกลมยาวใส่กระบอกสังกะสีที่มีขดลวดสปริงอยู่ด้านในเอาไว้ใส่ยากันยุงที่กำลังพ่นควันโขมงส่งกลิ่นฉุนที่คุ้นเคยลอยตลบอบอวลคละคลุ้งเคล้ากับกลิ่นไอน้ำมันจากตะเกียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว เมื่อก่อนการไปเที่ยวงานวัดหรือไปดูหนังกลางแปลงนั้น มีเงินไปแค่คนละห้าบาทก็ซื้อนู่นนี่นั่นแบ่งกันกินได้จนหนังฉายจบไปหลายเรื่อง บางคนก็นอนเล่นนอนคุยกันไปท่ามกลางแสงไฟและเสียงแผ่นฟิล์มตีกับตะแกรงเหล็กของม้วนฟิล์มจากเครื่องฉายหนังดังครึ่กครั่กจนผลอยหลับกันไปได้ยังไงก็ไม่รู้


ลานเพลิน .. เพลิดเพลินกับเกมการละเล่นสารพัดสารพัน .. เลยเล่นกันเพลินจนกระเป๋าตังค์แฟบได้แบบไม่ทันตั้งตัว ..


มาม๊ะ .. เล่นอะไรกันก่อนดีล่ะ ..?


บริเวณปากตรอกวานซืน .. เป็นลานกว้างใช้จัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ได้ดี ..

และก็เป็นเอกลักษณ์ของหนังขายยาที่เวลาฉายไปสักครึ่งเรื่อง พอถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร เป็นต้องหยุดฉายเปิดไปสว่างโร่ พร้อมเสียงโฆษกประจำรถออกมาโฆษณาสรรพคุณของยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังของเจ้านั้นๆ พร้อมโปรโมชั่นลดแหลกแจกแถมจนหลายคนหลงเคลิ้มซื้อกันไปคนละกล่องสองกล่อง ผู้ใหญ่หลายคนก็ช่วยๆ กันซื้อให้หมดๆ ไปจะได้ดูหนังกันต่อได้สักที ภาพความทรงจำแบบนี้คนรุ่นใหม่ไม่เคยได้เห็นได้รู้จักกันอีกแล้ว และที่เพลินวานนี่ก็พยายามจำลองภาพเหตุการณ์แบบนั้นที่คนในยุค Gen Y ไม่เคยเห็นให้ได้มาตื่นเต้นกับวันวานในกาลเวลาแห่งปัจจุบันนั่นเอง


หนังขายยาครับ .. ใครเคยได้ดูกันบ้างเอ่ย ..?

เอาล่ะ .. แบตเต็มพอดีเมื่อยามฝนซา พอดีกับเวลาเคารพธงชาติตอนเย็นได้ผ่านพ้นไป กล่าวลาเพื่อนใหม่แล้วออกไปย้อนยุคปลุกเร้าความเป็นเด็กที่แอบซ่อนในซอกเล็กๆ หลืบหนึ่งในความทรงจำเพื่อดื่มด่ำกับภาพจำลองของวันวานของค่ำคืนที่คุ้นเคย ภาพรอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังฉุดกระชากลากมือของผู้เป็นแม่อย่างเร่งรีบให้เข้าไปในร้านโชว์ห่วยที่เป็นห้องแถวไม้เก่าตั้งอยู่กลางตลาดในย่านการค้าของอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดหนึ่งที่ขอบด้านล่างของคมขวานทอง

พลางชี้มือเล็กๆ ไปที่ของเล่นอย่างหนึ่งที่สมัยผมเป็นเด็กเราเรียกกันว่าลูกโป่งวิทยาศาสตร์(แต่สมัยนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร) ที่เวลาจะเล่นก็ต้องคลายพับทางด้านท้ายหลอดบรรจุที่ทำจากสังกะสีแล้วเอาฟันกัดมุมให้ฉีกออกเล็กน้อย จากนั้นบีบตัวน้ำยาซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืดกลิ่นหอมฉุนออกมา แล้วเอาปลายหลอดที่แถมมานั้นไปม้วนพันด้วยน้ำยาให้รอบพอประมาณ ขั้นตอนต่อไปนี่เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยทีเดียวก็คือต้องเอาหลอดที่พันน้ำยาแล้วนั้นเข้าไปในปากเพื่อให้น้ำลายช่วยเป็นตัวประสาน จากนั้นก็เป่าที่ปลายหลอดอีกด้าน ตัวน้ำยาจะขยายตามแรงลมที่เป่าของเราจนพองขึ้นกลายเป็นลูกโป่ง หากตรงไหนรั่วก็เอานิ้วมือสองนิ้วบีบตรงรอยแตกเข้าหากันมันจะยึดติดกันเอง เคยแข่งกันกับเพื่อนๆ ว่าใครจะเป่าลูกโป่งได้ใหญ่ที่สุด มันเป็นความสนุกในวัยเด็กที่นึกถึงครั้งใดก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ทุกที ไม่รู้ว่ามีใครเคยเล่นแบบผมบางหรือเปล่า..?


ยามเมื่อหลอดไฟนับพันได้ส่องสว่าง .. เพลินวานก็เผยความสวยมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง .. แม้จะไม่ได้กลิ่นอายในวันเก่าๆ กลับมาทั้งหมด แต่ก็กระตุกความทรงจำของผมให้พริ้งเพริดบรรเจิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น ..


ถูกใจร้านของเล่นนี่แหละ .. อยากจะซื้อกลับไปนั่งเล่นคนเดียวที่บ้านซะทั้งหมดนี่เลย .. จะได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ..


นึกถึงยุค 2499 อันธพาลครองเมืองจริงๆ แฮะ .. อารมณ์มันได้ก็ไอ่ตรงรถคันที่จอดอยู่นี่แหละ .. / แวะเข้าไปเล่นชิงช้าสวรรค์กันสักหน่อยดีป้ะ ..?

ออกนอกเรื่องไปซะไกลเลย พอได้ย้อนยุคไปกับเพลินวานก็พาลนึกย้อนไปถึงตอนสมัยเป็นเด็กซะอย่างนั้น ก็พอเห็นร้านของเล่นอารมณ์สนุกสนานก็เลยพาลกลับมาชวนความเป็นเด็กให้ตื่นขึ้น มีของเล่นหลายๆ อย่างที่เด็กบ้านนอกอย่างผมชอบเล่น ตัวอย่างเช่น ไข่พลาสติกที่ต้องหยอดเหรียญแล้วหมุนๆ ในไข่ก็จะมีแหวนเล็กๆที่ทำจากลวดบ้าง แหวนพลาสติกสีสวยๆ บ้าง แล้วก็ยังมีหมากฝรั่งที่ทำเป็นรูปบุหรี่ หรือจะเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างตุ๊กตากระดาษพร้อมชุดสีสวยให้เปลี่ยนเล่นได้ โอ๊ยยย .. ของเล่นอื่นๆ อีกจิปาถะ มันเยอะซะจนอยากจะซื้อกลับมาเล่นอีกสักรอบจริงๆ เนี่ยะ


ชอบจัง .. เก้าอี้ไม้แบบที่เห็นตามสถานีรถไฟ .. มันได้อารมณ์ย้อนยุคจริงๆ .. / ขนมไทยๆ หาซื้อกินได้ที่นี่ ..


คอเพลงเก่าก็มีให้เลือกซื้อกลับไปฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ .. / เครื่องดนตรีก็มีขายจ้ะ .. / ขนมปัง .. ก็ขนมปังนั่นแหละ .. ไม่รู้จะเขียนแคปชั่นยังไง .. ฮ่าๆๆ


ข้าวปลาอาหารทั้งหวานคาว .. ขนูกขนมสารพัดให้เดินเลือกซื้อกินกันไม่หวาดไม่ไหว .. ไม่อ้วนก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะครับ ..

จากของเล่นก็มาถึงของกินกันบ้าง ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมถังแตก ขนมปังสารพัดชนิด ร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว สุกี้ ราดหน้า น้ำแข็งไส เลยไปจนถึงร้ายขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา ร้านนาฬิกา ร้านถ่ายรูป ร้ายขายแผ่นเสียง/ซีดี(สมัยก่อนมันมีแผ่นซีดีด้วยเร๊อะ) ร้ายขายเครื่องดนตรี ย้อนกลับไปด้านหน้าก็มีรถคีออสเรียงรายขายสารพัดโดยมากก็เป็นเสื้อผ้า กระเป๋า กิฟท์ช๊อป กล้วยทอด น้ำตาลปั้น ไอศครีมกระทิสด ฯลฯ


วันนี้ท้องฟ้าไม่สวยเพราะฝนเพิ่งจะหยุดตก .. แต่ชอบรถคันนี้เลยขอเก็บภาพเอาไว้สักหน่อย ..


เข้าไปถ่ายรูปกัน .. เค้ามีชุดให้เปลี่ยนแบบนี้ด้วยนะ .. ใครคลั่งไคล้ เดอะ บีทเทิ่ล ต้องไม่พลาดครับ ..

ช๊อตเด็ดของด้านหน้าคงหนีไม่พ้น “น้ำมะเน็ต” เครื่องดื่มรสซ่าแบบไทยๆ ในสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “เลมอนเนต” ในภาษาอังกฤษเสียมากกว่า เป็นน้ำหวานสีสันสดใสหลากหลายรสชาติในโถแก้วรูปสี่เหลี่ยมทรงสูงตั้งเรียงรายป็นที่สะดุดตาเชิญชวนให้มาลองลิ้มชิมรสสัมผัสความซ่าส์สดได้เต็มทุกหยดทุกแก้ว เป็นน้ำอัดลมแบบไทยแท้ๆ ที่ไม่ต้องติดแบรนด์ใหญ่ก็ขายกันได้มานานโดยไม่ต้องลงทุนโฆษณาด้วยเม็ดเงินมหาศาลอย่างเช่นทุกวันนี้


นี่แหละครับ .. น้ำมะเน็ต .. ซ่าส์กันแบบไทยๆ ไม่ต้องไปเสียเงินให้ต่างชาติให้ขาดดุล ..

อัมที่จริงแล้วเพลินวานมีมุมเด็ดๆ ให้คนชอบถ่ายรูปได้เก็บภาพสวยกลับไปอวดคนที่บ้านได้เยอะแยะ หรือแม้แต่หนุ่มๆ จะพานางแบบส่วนตัวมาด้วยก็คงได้คะแนนพิสวาสไปไม่ใช่น้อย เพราะคุณเธอจะได้ภาพสวยย้อนยุคตามเทรนด์วินเทจที่กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจในหมู่คนรุ่นใหม่ในขณะนี้ แม้แต่กับเพื่อนฝูงที่มากรี๊ดกร๊าดเซลฟี่กันเป็นกลุ่มก็เป็นกิจกรรมสนุกสนานน่าดูชมไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบนั่งชิลล์ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยกับเครื่องดื่มเบาๆ เค้าก็มีร้านให้หนุ่มๆ อย่างเราๆ ที่มีหน้าที่นั่งรอสาวๆ เดินช๊อปปิ้งได้มีที่ดื่มที่ดริ๊งค์กันเป็นการฆ่าเวลา หรือจะเฮฮาไปตามประสาคนโสดที่โดดงานหนีมาเที่ยวบินเดี่ยวโดยลำพังอย่างผมก็ยังได้เพลิดเพลินเจริญตากับสาวๆ น่ารักที่เดินเที่ยวเดินเล่นกันให้ขวักไขว่ทั้งไทยทั้งต่างชาติ


เลือกมุมสวยถ่ายรูปกันได้ .. / ถนนสายนี้ มีเรโทร .. โอ้โฮ .. มันใช่เลยยยย ..


มุมสวยก่อนขึ้นบันไดไปนั่งชิลล์ของบรรดาคนชอบดื่ม .. / รูปดาราสองคนที่เห็นไกลๆ นั่นใครน๊าาาา หน้าคุ้นๆ ไหม .. แต่ผมเกิดไม่ทันยุคทองของพวกเค้าหรอกครับ ..???


พอตกกลางคืน .. ร้านรวงเริ่มเปิดไฟ เพลินวานก็จะสวยไปอีกแบบ .. เสน่ห์แห่งแสงไฟที่เชิญชวนให้หันไปมอง ..


บรรยากาศแห่งวันคืนใต้ผืนฟ้าที่โปรยปรายด้วยแสงไฟจากหลอดไส้ในยุคก่อน ขับให้แสงสวยโทนอุ่นพร่างพราวไปทั่วเพลินวาน ..

ไม่ได้ค่าโฆษณาแล้วจะมาโปรโมทมากไปก็กระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าตรูเป็นหน้าม้า แต่ส่องกระจกดูหน้าตัวเองทีไรก็ไม่ได้หน้ายาวนี่นา แต่ทำไมใครๆ ชอบว่าหน้าเป็นม้าอยู่เรื่อย ผมไปเที่ยวทุกที่ไม่เคยมีสปอนเซอร์มาจ่ายค่าเดินทางค่าที่พักให้เลยสักครั้ง ทุกบาททุกสตางค์มาจากกระเป๋าแบนๆ ใบเก่าที่เฝ้าติดตัวมาหลายปี จะเที่ยวแต่ละทีต้องวางแผนกันให้ดีไม่อย่างนั้นมีหวังกินมาม่ากันทั้งเดือนเอาได้ง่ายๆ(ฮา ..) แต่จะทำยังไงได้ ก็ในเมื่อใจมันอยากเที่ยว จะอดมื้อกินสองมื้อก็ต้องพาร่างกายออกไปเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเติมเรื่องราวเติมไฟให้หัวใจที่กำลังอ่อนล้าได้กลับมาสู้ต่อไปได้อีกครั้งอย่างมั่นคง


มุมนี้สำหรับสิงห์อมควันนะครับ ..  / เก้าอี้นั่งด้านหน้าทางเข้าในยามนี้กลับดูสวยงามขึ้นมาถนัดตา หลังจากที่เมื่อเย็นผมมองผ่านเลยไปไม่ใยดี ..


แสงโสม .. สุราไทยเหรียญทอง .. ถัดไปก็เป็นที่สำหรับใครๆ ที่ปวดชิ้งฉ่องก็รีบพาน้องไปยิงกระต่าย หรือถ้าข้าศึกกำลังบุกทลายประตูหลัง ก็ควรรีบไปนั่งด้านในแต่โดยดี ..


มุมนี้ที่ใครๆ ก็ชอบมาเก็บภาพประทับใจกลับไปบ้าน ..


บอกลาเพลินวานด้วยรูปด้านหน้ายามเวลาค่ำคืน .. แล้ววันหนึ่งจะพาตัวเองกลับมาหวนคืนรื้อฟื้นอดีตที่นี่กันอีกครั้ง .. ผมสัญญา ..

แฮ่ๆๆ .. นอกเรื่องอีกแล้วสิตรู .. เอาล่ะตอนนี้ก็ย่างเข้าสู่เวลาแห่งค่ำคืนกันแล้ว ก็คงถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกันเสียที ถ้าขืนช้าไปกว่านี้ก็จะไม่มีรถตู้ให้ได้กลับเป็นแน่ เพราะถ้าพลาดรถตู้เที่ยวสุดท้ายก็ต้องรอรถทัวร์ที่วิ่งขึ้นมาจากทางใต้แต่เพียงสถานเดียวและปลายทางที่สายใต้ก็จะลำบากมากมายในการหารถกลับบ้าน ยังดีที่ผมออกมาทันรถตู้กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์คันสุดท้ายพอดี มีที่นั่งเหลือให้นั่งสบายๆ หลายที่ เลยได้อาศัยนอนหลับกลับมาตื่นอีกทีก็ตอนที่คนขับเลี้ยวขวับเข้าไปเติมแก๊สก่อนถึงถนนกาษจนาภิเษกเล็กน้อย ที่ต้องตื่นลืมตาเพราะเค้าบอกว่าให้ลงจากรถก่อนมันเป็นกฎของปั๊มแก๊ส ผู้โดยสารเลยได้ลงไปยืดเส้นยืดสายเข้าห้องน้ำห้องท่าช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี จากตรงนี้ก็อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะน่าถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งจากตรงนั้นผมก็จะมีรถเมล์หลายสายให้ได้เลือกใช้บริการ สะดวกกว่าต้องหารถมาจากขนส่งสายใต้(ใหม่ .. ที่ใหม่กว่าสายใต้ใหม่เดิม .. งงป้ะ..?)ที่อยู่แถวพุทธมณฑลเยอะแยะ


จอดเติมแก๊สแถวๆ ถนนกาญจนาภิเษกครับ .. เลยตื่นมาเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาซะเลย ..


ขึ้นรถเมล์กลับบ้านครับ .. / ดึกดื่นครึ่งคืนแล้ว ถนนลาดพร้างบริเวณแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ก็ยังมีรถติดไม่สร่างซา เป็นถนนที่ไม่เคยหลับจริงๆ .. / มาถึงตลาดบางกะปิก็ต้องเดินๆๆๆ มาต่อรถอีกสายนึงเพื่อจะไปให้ถึงบ้านเสียที ..

สุดท้ายปลายทางหลังจากผมยืนรอรถเมล์อยู่เป็นเวลาร่วมชั่วโมงก็ได้ขึ้นรถกลับบ้านเสียที และแล้วฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง ฟ้าแลบแปล๊บๆ ส่งเสียงคำรามครืนๆ ตลอดเวลา คงเป็นการต้อนรับผมกลับบ้านหลังจากที่ส่งผมไปเที่ยวเมื่อสองวันก่อนด้วยพายุฝนเช่นกัน ภาพสุดท้ายก่อนเดินเข้าบ้านระบุเวลาในเมต้าดาด้าที่ 01:30 น.ของวันใหม่

ขอบคุณที่ได้ติดตามอ่านกันมาถึงสามตอน วันนี้ขอตัวไปพักผ่อนสักสอง-สามชั่วโมงก่อนจะตื่นมาเริ่มชีวิตวันใหม่ในความเป็นจริงกันอีกครั้ง มีความสุขกับการใช้ชีวิตกันทุกคนนะครับ ..

คลิ๊กที่นี่เพื่อชมภาพทั้งหมดของทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:38 น.

20130710-11 แบกเป้ลุยเล .. ก่อนไปเตร่ที่ .. มฤคทายวัน .. ตอนที่ 1

รีบเก็บตกอีกสักหนึ่งทริป .. สองวันกับสามที่หมายบนถนนสายเดิมที่คุ้นเคย ทริปนี้ขอเดินทางแบบลุยๆ สักหน่อย ไปรถตู้จะได้ดูวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นได้เต็มตา ไม่ต้องมาพะวงเรื่องอื่น แค่นั่งไปแล้วถ่ายรูปได้ตามใจปรารถนาสบายอุราดีแท้หนอเรา

เริ่มต้นกันที่เช้าวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2556 เหมือนจะเป็นวันที่ดีนะ แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด มีเรื่องให้ใจต้องหงุดหงิดอีกจนได้ เมื่อบางคนไม่จริงใจโกหกกันได้ทุกคำทุกค่ำเช้า ร่างกายเลยต้องเศร้ารบเร้าเรียกหาทะเลขึ้นมาแบบกระทันหัน เป้ใบเล็ก เสื้อผ้าหนึ่งชุด กระเป๋ากล้องหนึ่งใบ แล้วออกไปตามล่าหาสิ่งที่ชอบ(ไม่ใช่ให้ไปที่ชอบๆ นะค๊าบบบ.. ฮ่าๆๆ)


ผมเป็นคนง่ายๆ ไม่ต้องการอะไรปรุงแต่งให้เยอะแยะ .. เป้ใบเล็กกับเสื้อผ้าชุดเดียวก็เพียงพอแล้ว / คันนี้แหละครับ .. พี่เค้าขับได้ชวนให้เมารถมากๆ กระชากวืดวาดๆ ตลอดทาง เวียนหัวแทบแย่ ขนาด Fast 7 ยังต้องชิดซ้ายไปเลย ..

ลุยไปตามใจฝัน ก้าวออกจากรังนอนอันอบอุ่นไปยืนรอรถเมล์ สี่สิบห้านาทีผ่านไปยังไม่ได้ขึ้นรถเลย .. อุเหม่ .. ทำไมมันถึงนานขนาดนี้นะ ขณะที่เกือบจะเปลี่ยนใจรถเมล์สาย 36ก ก็ห้อตะบึงมาราวม้าศึกที่กำลังคึกคักจนโบกกันแทบจะไม่ทัน โชเฟอร์กดเบรคอย่างแรง รถจอดตรงหน้าป้ายตรงเป๊ะพร้อมกับฝุ่นที่ตลบอบอวลท่วมกันทั่วถึง เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ป้ายรถเมล์ต่างสำลักฝุ่นกันไปคนละอึกสองอึก ผมรีบกระโดขึ้นอย่างรวดเร็วกลัวพี่โชเฟอร์จะเปลี่ยนใจออกตัวไปซะก่อนเดี๋ยวจะอดไปกันซะเปล่าๆปลี้ๆ


ติดอยู่ที่ตลาดบางกะปิ .. รอ ร๊อ รอออออ .. ไฟก็ไม่เขียวซ๊ากกกกที .. / เข้ามาห้วยขวางแล้วครับ .. / กำลังจะออกมาแยกโบสถ์แม่พระฯ

หลังจากฝ่าการจราจรที่ติดขัดราวกับเกิดจราจลของท้องถนนย่านรามฯ-ห้วยขวาง ประมาณบ่ายโมงพี่โชเฟอร์สุดหล่อก็พาผมมาจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยปลอดภัยแบบมีโปรโมชั่นแถมความเร้าใจให้ลุ้นระทึกตลอดเส้นทาง ลงรถได้อยากจะก้มลงไปกราบขอบคุณฟ้าดินที่ช่วยให้ลูกช้างพาชีวิตรอดพ้นภยันตรายมาถึงที่หมายได้โดยไม่มีบาดแผลทั้งกายใจ .. Fast 7 ที่ว่าแน่ยังต้องแพ้คุณพี่โชเฟอร์คนนี้เลย .. สุดยอดแท้หล่าววว ..


เย้ๆๆๆ .. ถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ แล้ว .. สวรรค์ทรงโปรด .. แทบจะอาเจียนเพราะอาการเมารถนี่แหละ .. เง้อออออ ..


ท่ารถตู้ที่หน้าห้างเซนจูรี่ .. ซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งรอบนรถ .. / ทยอยกันขึ้นมาเป็นเพื่อนร่วมทางของผมกันเรื่อยๆ ครับ ..

จากนั้นก็เดินเตร่ไปเรื่อยจนถึงห้างเซนจูรี่อันเป็นที่พำนักพักอาศัยของเหล่าพี่ๆ รถตู้โดยสารประจำทาง อยากไปไหนพี่จัดให้ แต่ช่วยรอพี่หน่อยนึงนะขอเพื่อนร่วมทางเยอะๆ ก่อนสัก 13-14 คน พี่จะรีบขับไปส่งให้ถึงปลายทางโดยพลัน เที่ยวนี้ออกประมาณบ่ายสอง อ๊ะ .. ยังมีเวลาถ้าอย่างนั้นเราไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเพราะจะต้องเดินทางไกลอีกหลายชั่วโมง ก่อนจะมาซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งรอบนรถ ผมเลือกเบาะหลังสุดด้านซ้าย สักพักพอได้เพื่อนร่วมทางเต็มคันรถ ก็ได้เวลาล้อหมุนออกเดินทาง โบกมืออำลาเมืองกรุงเพื่อมุ่งหน้าสู่ทะเลชะอำกันสักสองวันนะ


รถออกแล้วครับ .. / กำลังจะขึ้นสะพานพระราม 9 / ผ่านแยกวังมะนาวมาแล้ว .. ตื่นมาถ่ายรูปทันพอดี .. แต่ …………

ครั้นพอรถตู้ลงจากทางด่วนดาวคนองท้องฟ้าก็เริ่มขมุกขมัว เมฆดำเริ่มก่อตัวสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายฝนห่าใหญ่ก็เทลงอย่างไม่ลืมหูลืมตาก่อนจะถึงเพชรบุรีเล็กน้อย หมดโอกาสจะได้ถ่ายรูปสองข้างทางอย่างทางวางแผนเอาไว้เลยเปลี่ยนใจมาพักสายตาสักงีบดีกว่า อีกราวๆ สักชั่วโมงก็คงจะถึงชะอำ


ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมาซะขนานใหญ่ .. เฮ้ออออ ..


ถ่ายอะไรไม่ได้เลยนอกจาก เม็ดฝนปนน้ำกระเซ็น .. / เลยได้มาแค่เนี๊ยะ ..


ถึงแล้ววววว .. ชะอำ .. แต่ท้องฟ้ามันอึมครึมเหลือเกิ๊นนนนน .. สีสันก็พลอยจางหายไปจากชีวิตเลย ..

เป็นไปตามที่คาด สี่โมงเศษๆ รถก็จอดนิ่งสนิทที่วินรถตู้ที่ตั้งอยู่บนถนนก่อนถึงริมหาดประมาณสามร้อยเมตร ฝนเพิ่งจะหยุดตกได้ไม่นาน อากาศไม่ร้อนมีลมทะเลอ่อนๆ พัดเย็นสบาย ผมเดินเรื่อยไปตามทางมุ่งหน้าลงไปที่ริมหาดเข้าไปไหว้ศาลของพระบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ อันเป็นพระบิดาของบ้านชะอำที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของลานกิจกรรม และตามคอนเซ็ปของผม เราลองมารู้จักประวัติคร่าวๆ ของพระองค์ท่านกันสักนิดนะครับ

narathip-praphunpong

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าวรวรรณากร” เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 56 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเขียน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2404

พระองค์เจ้าวรวรรณากร ทรงเริ่มรับราชการที่หอรัษฏากรพิพัฒ เป็นพนักงานการเงินที่ฝากแบงค์ต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์”

สมัยที่ทรงพระเยาว์ สนพระทัยศิลปะ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ และภาษา รวมทั้งภาษาอังกฤษจนถึงขั้นอ่าน เขียน และแปลได้คล่องแม้จะมิได้เสด็จออกไปศึกษาต่างประเทศ เมื่อเจริญพระชนม์ขึ้นทรงเริ่มรับราชการในด้านการคลัง เมื่อปี พ.ศ. 2432 ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ

ราชการพิเศษที่ทรงได้รับมอบหมายคือเป็นนายด้านปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำบานซุ้มประตูโดยรอบพระพุทธปรางค์ปราสาท (ปราสาทพระเทพบิดร) และพระศรีรัตนเจดีย์สลักเป็นรูปเสี้ยวกางลงรักปิดทองทำขึ้นใหม่ และปั้นประดับกระเบื้องก่ออิฐฐานยักษ์ยืนประตูหนึ่ง ต่อมาเป็นกรรมสัมปาทิกหอพระสมุดวชิรญาณ และใน พ.ศ. 2434 เป็นสภานายก

นอกจากจะทรงควบคุมกิจการโรงละครปรีดาลัยและพัฒนารูปแบบการแสดงละครร้องแล้วยังทรงพระนิพนธ์บทละครแบบใหม่และงานประพันธ์อื่นๆ อีก ทั้งที่เป็นร้อยกรองและร้อยแก้ว ต่อมาในปี พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์” มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มกุฏวงศ์นฤบดี มหากวีนิพันธนวิจิตร ราชโกษาธิกิจจิรุปการ บรมนฤบาลมหาสวามิภักดิ์ ขัตติยศักดิ์อดุลพหุลกัลยาณวัตร ศรีรัตนไตรย์คุณาลงกรณ์ นรินทรบพิตร”

พระนิพนธ์ของท่านมีทั้งงานแต่ง งานแปลและงานแปลจากภาษาอังกฤษเช่น อาหรับราตรี รุไบยาดและเรื่องสั้นในวชิรญาณวิเศษ โดยใช้พระนามแฝงหลายพระนามเช่น ประเสริฐอักษร หมากพญา พานพระศรี พระศรี เป็นต้น

พระ นิพนธ์ บทละคร พระลอ มหาราชวงศ์พม่าแผ่นดินพระเจ้าสีป่อมินทร์ สาวเครือฟ้า พระยาเดโชแข็งเมือง พันท้ายนรสิงห์ ไกรทอง วันทองห้ามทัพ อีนากพระโขนง ฯลฯ

กลอน นิยายอาหรับราตรี นิราศนราธิป นิราศไทรโยค ฯลฯ

โคลงลิลิตดั้นตำนานพระแท่นมนังคศิลาบาตร ปฐมภาค โคลงภาพรามเกียรติ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ห้องที่ 24 – 285 รวมโคลง 56 บท เนื้อความตั้งแต่นางสำมะนักขามาฟ้องทศกัณฐ์จนถึงหนุมานถวายตัว รุไบยาด ของ ฮะกิม มาร์ คัยยาม โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ประกอบรูปที่ 2 แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร ภาพตีเมืองเชียงใหม่ รูปที่ 3 ภาพตีเมืองละแวก รูปที่ 56 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ ภาพพันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต รูปที่ 70 แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ภาพอะแซหวุ่นกี้ดูตัวเจ้าพระยาจักรี ฯลฯ

และคำฉันท์ เฉลิมเกียรติ์คำฉันท์ ฯลฯ


ไปไหว้สักการะศาลของพระองค์ท่าน .. มาเที่ยวบ้านท่านก็ควรจะบอกกล่าวฝากเนื้อฝากตัวให้ท่านช่วยดูแลจะได้แคล้วคลาดปลอดภัย การเดินทางราบรื่น ..

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ประชวรพระโรคพระอันตะ(ลำไส้ใหญ่)และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2474 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมพระชันษาได้ 70 ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล “วรวรรณ”

หมายเหตุ – คัดย่อจาก “นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 2 ชื่อผู้แต่ง จัดทำโดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ผู้เรียบเรียง ..หญิง สุมาลี วีระวงศ์


ขึ้นไปยืนสูดอากาศสดชื่นหลังฝนตก .. ลมทะเลพัดเย็นชื่นใจ ช่วยบรรเทาความเศร้าลงไปได้เยอะเลย ..

หลังจากสักการะศาลของพระองค์ท่านแล้ว ก็เดินเข้าไปที่ลานเพื่อยืนรับลมทะเลสูดอากาศยามเย็นหลังฝนตกเติมพลังให้ร่างกายสดชื่นอีกครั้ง ประสาทรับกลิ่นในโพรงจมูกได้สัมผัสรับรู้ถึงกลิ่นคาวเค็มที่คุ้นเคยอันเป็นเอกลักษณ์แห่งท้องทะเล ลมทะเลยามเย็นพัดอ่อนๆ พัดพาเอาไอเค็มแทรกผ่านไปทั่วสรรพางค์กายทิ้งเอาคราบเหนียวเหนอะของอณูแห่งเกลือเกาะเกี่ยวอยู่กับร่างกาย แต่นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของทะเลที่ยังคงผูกสร้างความประทับใจให้หลายคนต้องดั้นด้นกลับมาเยือนทะเลทุกครั้งเมื่อมีโอกาส


ไปเที่ยวก็ลองอ่านๆ กันบ้างนะครับ .. จะได้รู้ที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆ ด้วย .. / แสงไฟใต้หยดน้ำ จะสาดแสงส่องสว่างให้ทุกชีวิตได้ปลอดภัย อุ่นใจถ้ามีไฟสว่างอยู่เป็นเพื่อน ..


ฝนหยุดตก นักท่องเที่ยวก็เริ่มออกมาเล่นน้ำทะเลกันแล้ว ..

ภาพของหาดทราย สายลมและสองคนที่เคลียเคล้าพะเน้าพะนอหยอกล้อต่อกระซิกเสียงดังกันอย่างสนุกสนาน พาลให้คลื่นลมอิจฉาจนต้องกรีดเสียงหวีดหวิวปลิวพัดให้คลื่นสาดซัดกระทบหาดทรายดังซู่ๆ เพื่อจะได้กลบเสียงที่เสียดแทงอารมณ์เช่นนั้นให้มันเงียบไป ทะเลมีหลายอารมณ์ไม่แตกต่างจากใจคนที่มีหลายคนอยู่ในใจ ทะเลไม่เคยหลับใหลฉันใด ใจคนก็ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีฉันนั้น(มันเกี่ยวกันตรงไหนฟร๊ะ .. ไม่ใช่เรื่องดราม่าซักหน่อยนิ .. ฮี่ๆๆๆ)

ขออภัยครับ .. อารมณ์มันพาไปเพราะหัวใจคิดถึงทะเลอีกแล้ว .. กลับมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า


สาวๆ ก็เตรียมตัวเซลฟี่ ..

หลังจากถ่ายรูปท้องฟ้ามัวซัว แสงสีที่หดหายไปตามแสงแดดที่มีน้อย สเปคตรัมของแสงก็เลยไม่เผยเฉดสีให้เห็นมากนัก นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมเวลาไม่มีแดดแล้วสีของภาพมันจะตุ่นๆ ไม่สดใสเหมือนเช่นเคย ผมก็เก็บเอาบรรยากาศของทะเลยามเศร้าบันทึกเอาไว้เป็นความทรงจำเหงาๆ อีกคราว ฝนหยุดแล้วผู้คนเริ่มออกมาเล่นน้ำกันให้เห็นบ้างแล้ว ส่วนตัวผมก็คงต้องตระเวณหาที่พักอาศัยจะได้มีที่หลับนอนสำหรับคืนนี้กันก่อน วันพุธกลางสัปดาห์แบบนี้ห้องพักคืนละ 300 บาทหาได้ไม่ยาก มีครบทั้งแอร์, ตู้เย็น ผมได้ที่พักติดหน้าหาดเลยในราคาที่บอกนี่แหละครับ


ที่พักของผมในคืนนี้ครับ .. / ถ้าไม่เรื่องมากกับชีวิต แค่นี้ผมก็นอนได้สบายๆ แล้วครับ .. ไม่จำเป็นต้องหรูหราอะไรมากมาย ..


ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย แค่นี้ก็อิ่มได้ครับ เรื่องกินไม่เคยเรื่องมาก .. / ถึงจะกินเพื่ออยู่ แต่ปลาหมึกนี่ตรูขอเถอะนะ .. ถึงจะแพงหูฉี่แต่พี่ก็ซื้อ .. ฮี่ๆๆ

รีบเก็บของเข้าห้องแล้วก็คงต้องหาอะไรเติมลงไปในกระเพาะบ้างแล้ว ทั้งวันเพิ่งกินกาแฟไปแก้วเดียว ออกมาข้างหน้าที่พักหันรีหันขวางอยู่สักพักก็ไปเจอเข้ากับที่พึ่งยามยาก 7-11 ของเจ้าสัวซีพีที่ยังไงก็มีอะไรให้ใส่ท้องแน่ๆ เลยแวะเข้าไปหาเสบียงมื้อเย็นแล้วก็เผื่อไว้มื้อเช้าด้วยเลย เพราะกว่าจะตื่นก็คงสายๆ จะได้ไม่ต้องหาอะไรทานกันให้ยุ่งยากอีก

กลับเข้าห้องฝนก็กระหน่ำลงมาอีกครั้งแบบไม่ลืมหูลืมตา เลยต้องซุกตัวหนีหนาวอยู่ในผ้าห่ม ข้างๆ ตัวก็เอาเป้วางไว้ กระเป๋ากล้องโยนไปตามเรื่อง หลับไปก่อนสักงีบสำหรับค่ำนี้ เดี๋ยวดึกๆ ค่อยออกไปเดินหาปลาหมึกสดตัวโตๆ มากินเล่นก่อนจะจดบันทึกการเดินทางสำหรับวันนี้


อุ่นใจเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ใกล้ๆ ปลอดภัยไร้อาชญากรรม .. / ร้านอาหารนี้น่านั่งดื่มชิลล์ๆ นะ .. แต่ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์นี่สิ .. งั้นเอาชาเขียวไปชิลล์คนเดียวที่ริมทะเลแทนดีกว่าเนอะ ..

เขียนไปเขียนมา มัวพร่ำพรรณาอยู่นั่นแหละเลยยังไปไม่ถึงพระราชวังแห่งความรักและความหวังสักที เริ่มจะยืดยาดยาวเหยียดตามสไตล์เพ้อเจ้ออันเป็นแบบฉบับของผม(แฮ่ๆ .. มันแก้ไม่ได้ซ๊ากกกที พอได้เขียนปุ๊บ ออกอาการทันที) ดังนั้นขออนุญาตยกยอดไปตอนที่สองในโพสหน้าก็แล้วกันนะครับ


ทักทายเจ้าถิ่นเสียหน่อย .. เลยต้องเสียหนวดปลาหมึกไปหลายชิ้นเป็นค่าคุ้มครอง .. ฮ่าๆๆ

คลิ๊กที่นี่เพื่อแวะไปชมภาพของทริปนี้ครับ

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2558 เวลา 18:20 น.

20130710-11 แบกเป้ลุยเล .. ก่อนไปเตร่ที่ .. มฤคทายวัน .. ตอนที่ 2

กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ตอนที่แล้วโม้มากไปหน่อย เลยยังไปไม่ถึงที่หมายเสียที หมดแรงซะก่อนต้องนอนชะอำไปเสียหนึ่งคืน เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สบายๆ ทริปจริงจริ๊งงงง ตามสโลแกนประจำตัวผมที่ว่า “เที่ยวไปเรื่อย เมื่อยก็หยุด” (ฮ่าๆๆ ..)

มาต่อกันเลยดีกว่า อย่าได้ปล่อยให้ผมได้พร่ำ เพราะเดี๋ยวจะมัวแต่พาย่ำอยู่กับที่ โพสนี้จะพลอยยืดยาวกันอีก เขียนไม่ต้องจบกันพอดี ..

หลังจากที่เมื่อคืนเอาแบงค์ร้อยหนึ่งใบไปแลกปลาหมึกตัวย่อมๆ ขนาดประมาณฝ่ามือเด็กประถมมาได้สองตัว อร่อยปากสบายท้องนอนหลับปุ๋ยไปท่ามกลางสายฝนพรำกระทบหลังคาด้านหลังห้องพักเสียงดังจั่กๆๆ ฟังเพลินระเริงหูหลับคุดคู้จนตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทันเลยพลาดไปอีกวันแล้วสิเรา ลืมตาตื่นมาก็เก้าโมงเช้ารีบจัดการธุระปะปังส่วนตัวให้เรียบร้อยเพราะวันนี้ผมมีหมายกำหนดการส่วนตัวเอาไว้ว่าจะต้องไปให้ได้สองที่แล้วจะกลับกรุงเทพฯ ในค่ำคืนนี้เลย จะมัวมาเถลไถลอยู่ไม่ได้มิฉะนั้นตารางเวลาที่วางไว้คงจะคลาดเคลื่อนไปจนผิดแผนแน่นอน ด้วยเหตุนี้เสบียงที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานจึงถูกจัดการเป็นที่เรียบร้อยแบบรีบๆ คืนกุญแจรับมัดจำแล้วไปออกไปเก็บภาพทะเลตอนสายอีกสักนิด


แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาวันใหม่ .. ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ..


ทั้งที่แดดเปรี้ยงๆ .. แต่เค้าก็นอนหลบแดดอยู่ในซอกหินแบบสบายๆ .. / ปูลมตัวเล็กๆ เห็นเด็กๆ ชอบวิ่งไล่จับเอามาเล่นกัน .. ปล่อยไปเถอะครับ เพราะนี่คือหนึ่งในห่วงโซ่อาหารที่คัดสรรโดยธรรมชาติมาอย่างดีแล้ว

สายวันนี้แดดร้อนเปรี้ยงดีแท้ผิดกับเมื่อเย็นวานราวฟ้ากับเหว ออกสำรวจริมหาดท้าแดดลมของทะเลชะอำสักนิด จะได้หาข้อมูลการเดินทางไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวันอันเป็นจุดหมายแรกของวันนี้จากคนพื้นที่สักหน่อย เพราะนี่เป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเป็นครั้งแรกของผมด้วยเลยต้องมีการสืบเสาะเคาะหาข้อมูลเพิ่มเติมสักนิดจนได้คนใจดีแถวนั้นช่วยกันบอกช่วยกันอธิบายด้วยความเป็นมิตรและไมตรีจิตให้กับนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวเช่นผม จนได้ความว่าจากริมถนนใหญ่(ก็ถนนเพชรเกษมนั่นแหละ..) มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างเพชรบุรีไปปราณบุรีมาเป็นระยะๆ แล้วก็ยังมีรถตู้โดยสารกรุงเทพฯ-หัวหิน-ปราณฯ ก็สามารถไปได้เหมือนกัน ไปลงที่หน้าค่ายฯ ได้เลย


หันมาจับปูตัวนี้แทนดีป้ะ ..? / ป้ายรถประจำทางครับ .. รอรถกันได้ที่นี่ ..

ผมกล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับและความช่วยเหลืออย่างอบอุ่นจากชาวบ้านชะอำ พร้อมกล่าวคำอำลาและให้สัญญากับตัวเองว่าผมจะกลับมาเยี่ยมเยือนทุกคนที่นี่อีกครั้งเมื่อมีโอกาสอย่างแน่นอน จากนั้นเรียกพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่จอดรออยู่แถวนั้นให้ช่วยไปส่งที่ป้ายรถประจำทางริมถนนใหญ่ด้วยสนนราคาที่ไม่น่าประทับใจต่างจากความรู้สึกที่ได้รับจากริมทะเลเมื่อสักครู่นี้โดยสิ้นเชิง แต่ไม่เป็นไรผมถือว่าต่างคนต่างหากินกันไปตามประสาแค่อารมณ์สะดุดเล็กน้อยเท่านั้น

รอรถอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง มีรถตู้มาครับแต่ผมอยากนั่งรถหวานเย็นที่วิ่งระหว่างอำเภอแบบนี้ จะได้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างออกไปนะครับ คนท้องถิ่นจะใช้บริการรถแดง(รถหวานเย็นที่ผมเรียกนั่นแหละครับ..)มากกว่า ผมสามารถจะสอดส่องเฝ้ามองชีวิตประจำวันของคนพื้นถิ่นได้อย่างใกล้ชิดมากกว่า ด้วยความที่รถประจำทางแบบนี้จะวิ่งค่อนข้างช้าไม่รีบเร่ง โอกาสที่จะได้ซึมซับบรรยากาศโดยรอบจะมีมากกว่า มีชาวบ้านขึ้น-ลงตลอดทางทำให้ได้เจอได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา ได้แลกเปลี่ยนสื่อสารปฏิสัมพันธ์ต่อกันเป็นการเรียนรู้บางสิ่งที่ไม่ได้มีโอกาสได้พบเห็นจากในหนังสือหรือตำราทางวิชาการเล่มหนาที่ผู้แต่งตั้งใจเขียนให้อ่านด้วยภาษาไทยที่แม้จะแปลเป็นไทยอีกรอบก็ยังเข้าใจยากอยู่เช่นเดิม(ฮา ..)

รถหวานเย็นของผมจอดนิ่งสนิทเลยค่ายไปนิดเพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมจะไปลงค่ายทหาร แต่พระราชนิเวศน์ฯ ตั้งอยู่ในค่ายพระรามหก อันเป็นค่ายตำรวจตระเวณชายแดนต่างหาก เดินย้อนกลับมานิดหน่อยพอเรียกเหงื่อซึมๆ เปียกเสื้อจากอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวของแดดที่แรงขึ้นตามตำแหน่งที่ลอยสูงขึ้นของดวงอาทิตย์ เดินผ่านป้อมรักษาการณ์เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าไปอย่างไร คำตอบที่ได้คือเดินครับ ผมลองวัดระยะทางจากกูเกิ้ลแมพได้ประมาณ 3.5 กิโลเมตรครับ พอเดินได้สบายๆ เพราะมีต้นไม้ตลอดทาง ร้อนบ้างร่มบ้างคละเคล้ากันไปได้อรรถรสการเดินทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน่วยรักษาการณ์ด้านหน้าแนะนำว่าถ้าเดินๆ ไปเจอรถกระบะของเจ้าหน้าที่ก็ขอติดรถไปลงข้างในก็ได้ครับ


ด้านหน้าทางเข้าพระราชนิเวศน์ฯ ครับ .. (ภาพจาก Official facebook ของค่ายพระรามหก)


มีป้ายบอกตลอดทางครับ ../ หนทางยังอีกยาวไกล .. มองยังไม่เห็นปลายทาง ..


ข้ามสะพานพระรามหก(2) .. / เดินตามป้ายไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วครับ ..

ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปเพื่อจะได้เก็บภาพบรรยากาศตามรายทางและฝึกความอึกถึกทนของสภาพร่างกายไปในตัวด้วย ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะแวะถ่ายรูปไปเรื่อยตามประสาคนบ้าเที่ยวถ่ายรูปอย่างผม สุดท้ายก็เดินมาถึงทางเข้าพระราชนิเวศน์จนได้ในเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงเศษๆ ซื้อบัตรผ่านประตูกันก่อนแล้วเดินต่อเข้าไปอีกประมาณสอง-สามร้อยเมตรก็จะเจอกับป้ายทางเข้าที่เขียนว่า “มฤคทายวัน” มุมมหาชนที่ทุกคนจะต้องมาเก็บภาพตัวเองกับป้ายนี้เอาไว้เป็นที่ระลึก


ทางเข้าด้านหน้าครับ .. ซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปแล้ว ยังต้องเดินต่อไปอีกสักสองร้อยเมตรครับจะเจอมุมมหาชน ..


มุมมหาชน .. ที่ทุกคนต้องไม่พลาดเก็บภาพสวย .. “มฤคทายวัน”

สำหรับใครที่พกกล้องมาถ่ายภาพก็ให้เดินเลยป้ายที่ว่านี่ไปอีกนิด ตรงเข้าไปที่ศาลาด้านซ้ายมือเพื่อเขียนใบลงทะเบียนกล้องกันเสียก่อนนะครับ แล้วค่อยย้อนกลับมาเข้าไปสู่อดีตกาลกับพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง ภาพแห่งจินตนาการของอดีตอันงดงามของเหล่าเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ที่เคยเสด็จมาถวายงานให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรีอันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

ผมมีตำนานเกี่ยวกับพระราชนิเวศน์แห่งนี้มาฝากกันด้วยครับ

พระราชนิเวศน์แห่งนี้มีตำนานที่เล่าขานต่อๆ กัน สืบเนื่องมาจากเมื่อคราวที่พระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีทรงพระครรภ์นั้น พระมหาธีรราชเจ้าทรงพระเกษมสำราญยิ่งด้วยทรงมุ่งหวังว่าจะทรงมีพระราชปิโยรส แต่ความหวังทั้งมวลก็สิ้นสลายเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไม่สามารถมีพระประสูติกาลได้ ยามนั้นพระองค์ท่านทรงอภิบาลพระมเหสีด้วยน้ำพระทัยเป็นห่วงและเศร้าสร้อย ณ พระที่นั่งสมุทรพิมานแห่งนี้ อย่างไรก็ดีพระราชนิเวศน์ยังเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบังเกิดพระราชประดิพัทธ์ในความรักครั้งต่อมากับคุณสุวัทนา ซึ่งต่อมาทรงสถาปนาเป็นเจ้าจอมสุวัทนาและพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ตามลำดับ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันพร้อมด้วยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ซึ่งมีพระครรภ์พระหน่ออีกครั้งระหว่างวันที่ 12 เมษายน ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2468 การเสด็จครั้งนี้เสมือนหนึ่งการเสด็จมาเพื่ออำลาพระราชนิเวศน์ที่ทรงรักโดยแท้ เพราะเมื่อเสด็จกลับพระนคร อีก 5 เดือนพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประสูติพระราชธิดาแล้ว วันรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายพระรามหก ตำบลห้วยทรายเหนือ ถนนเพชรเกษม บริเวณกิโลเมตรที่ 216-217 เลยหาดชะอำมา 8 กิโลเมตร เป็นพระตำหนักที่ประทับริมทะเลซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รื้อพระตำหนักหาดเจ้าสำราญมาปลูกขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2466 ได้รับขนานนามว่า “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง” ลักษณะเป็นพระตำหนักแบบไทยผสมยุโรป เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สักทอง

พระตำหนักฝ่ายในอยู่ปีกขวา ทางปีกซ้ายเป็นส่วนของฝ่ายหน้า ประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์เชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด

พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา
พระที่นั่งพิศาลสาครเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาคารข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเป็นบริวารหลายหลังและมีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ
และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารโถงสองชั้นเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมในโอกาสต่าง ๆ และเป็นโรงละครซึ่งเคยจัดแสดงละครครั้งสำคัญ 2 ครั้งคือเรื่องพระร่วงและวิวาห์พระสมุทร

ในปี พ.ศ.2484 เจ้าพระยารามราฆพ ได้สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายเป็นพระราชานุสรณ์ประดิษฐานไว้ ณ ท้องพระโรงพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและได้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นพระราชสักการะเนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน  เป็นประจำทุกปี

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.00 น. ปิดวันพุธ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สำหรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ  ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทร.0 3250 8444-5, 0 3250 8039


เดินชมความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปที่กลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ..

ได้สดับรับฟังตำนานเล่าขานนานมาจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ก็สมชื่อแล้วกับที่เป็นพระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง เพราะเป็นอนุสรน์แห่งความรักและความหวังขององค์ธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 นั่นเอง เอาล่ะผมจะพาย้อนสู่อดีตกาลเพื่อเข้าไปเยี่ยมชมพระราชวังฤดูร้อนที่ครั้งหนึ่งเคยมีข้าราชบริพารทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้าต่างเดินกันไป-มาขวักไขว่ในห้วงเวลาที่ย้อนกลับไปเกือบร้อยปี ความงดงามอ่อนช้อยแห่งสถาปัตยกรรมแห่งนี้ที่ยังคงรักษาไว้ให้คนไทยรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ไทยที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวที่สุด

จากตรงนี้ผมขอเล่าเรื่องด้วยแคปชั่นใต้ภาพดีกว่า เพื่ออรรถรสในการรับชมที่จะได้ไม่ต้องสะดุดขาดตอนจากสำนวนเชยๆ ของผม(ฮ่าๆๆ ..)


อ่านประวัติของพระราชนิเวศน์ฯ กันสักหน่อย .. เอาไว้ประดับความรู้ครับ ..


จัดนิทรรศการกันอยู่ .. มาถึงทั้งทีมีหรือที่ผมจะพลาด .. ต้องขอเข้าไปดูสักหน่อยล่ะ..


พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในพระอิริยาบทต่างๆ ..


ห้องจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ..


ทรงพระเจริญ … /|\ …


ออกมาเดินกินลม(ทะเล)ชมวังกันสักหน่อย ..


นั่งเหงาๆ กับตัวเราคนเดียว .. / สวนสวยที่จัดเอาไว้อย่างงดงาม แต่ละสวนมีชื่อต่างๆ กันนะครับ .. คลิ๊กเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม


วันที่ผมไป .. ศาลาลงสรงกำลังปรับปรุงซ่อมแซมอยู่ เลยพลาดโอกาสเข้าไปชมเลย ..


ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง .. เหมือนได้ย้อนไปอยู่ในอดีตจริงๆ ..


ปิดไว้ไม่ให้ขึ้น .. ถ้าจะขึ้นต้องเอาแจ้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านในก่อนครับ เพราะพระที่นั่งแต่ละองค์มีอายุร่วมร้อยปี เพื่อความปลอดภัยของตัวอาคาร, สิ่งก่อสร้างและตัวนักท่องเที่ยวเอง เจ้าหน้าที่จึงจัดให้ขึ้นชมได้เป็นรอบโดยจำกัดจำนวนคนที่จะขึ้นไปชมด้วย .. / สุดทางคือศาลาลงสรง ที่ตั้งอยู่บนชายหาดเลยครับ ..


หากมีความประสงค์จะขึ้นชมบนตัวพระที่นั่ง .. ต้องรับบัตรคิวและขึ้นเป็นรอบๆ ไปครับ และที่สำคัญห้ามถ่ายภาพด้านบนพระที่นั่งโดยเด็ดขาด กรุณาให้ความร่วมมือกันด้วยนะครับ


เดินต่อไปยังศาลาลงสรงไม่ได้ .. ทางนี้ปิดปรับปรุง .. / จุดคืนถุงสำหรับใส่รองเท้าที่เค้าจะแจกให้ใส่รองเท้าของเราแล้วสะพายติดตัวไปด้วย เพราะทางขึ้นกับทางลงจะเป็นคนละทางกัน


พระที่นั่งทั้งสามของพระราชนิเวศน์ครับ .. อยากรู้ไม๊ว่าชื่ออะไรบ้าง? .. คลิ๊กตามไปอ่านกันเลยครับ ..


บริเวณอาคารที่จัดนิทรรศการ .. / สงบ ร่มรื่น สบายตาสบายใจจริงๆ  ..

ผมออกจากพระราชนิเวศน์ราวๆ บ่ายสามโมงเศษๆ เพราะต้องใช้เวลาเดินกลับออกมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง พร้อมกับเมฆฝนที่ตั้งเค้าดำทมึน ลอยต่ำอยู่เรี่ยๆ ยอดไม้ ผมเดินมาจนเหลืออีกประมาณห้าร้อยเมตรจะถึงทางออก ก็ต้องเปลี่ยนจากเดินเรื่อยๆ มาเป็นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพราะลมฝนเริ่มพัดแรงขึ้นราวกับพายุกำลังจะเข้า จนกระทั่งถึงสามร้อยเมตรสุดท้ายก็กลายเป็นวิ่งอย่างทุลักทุเล สะพายเป้หนึ่งใบกระเป๋ากล้องอีกหนึ่งใบสับขาอย่างเต็มกำลังฝ่าสายฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

จุดหมายคือศาลาสองหลังทางขวามือติดกับทางออก กว่าจะวิ่งไปถึงก็เล่นเอาเปียกมะล่อกมะแล่กไปตามๆ กัน ลมก็ช่างพัดรุนแรงเสียเหลือเกิน พาเอาสายฝนสาดโครมๆ เข้ามาในศาลาจนแทบจะไม่เหลือที่แห้งตรงไหนอีกแล้ว ผมนั่งกอดกระเป๋ากล้องที่ถูกคลุมด้วยถุงพลาสติกของ 7-11 สองใบไว้ทั้งบน-ล่างแล้วผูกให้แน่น จากนั้นก็มีสองหนุ่มชาวต่างชาติคาดว่าเป็นนักท่องเที่ยวขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาจากด้านในเข้ามาหลบฝนที่ศาลาด้วยเหมือนกัน

ผ่านไปราวๆ เกือบหนึ่งชั่วโมงฝนถึงเริ่มซาเม็ดลง การเดินทางของผมจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาต้องบอกลาพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ทิ้งอดีตที่แสนเศร้าเอาไว้เบื้องหลังให้ยังคงเป็นตำนานแห่งความรักและความหวังที่เหลือไว้เพียงทรงจำให้เล่าขานกันสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

ยังเหลืออีกหนึ่งที่หมาย ขออนุญาตยกไปโพสหน้าก็แล้วกัน ผมจะพาทุกท่านกลับสู่ปัจจุบันกับที่เที่ยวสุดชิคของหัวหินที่ทุกคนต้องรู้จักกันครับ

คลิ๊กเพื่อชมภาพของทริปนี้ครับ

 

เก็บตกของแถม .. เอาไว้เป็นความรู้ครับ  ..

มฤค, มฤค [มะรึก, มะรึกคะ-] น. สัตว์ป่ามีกวาง อีเก้ง เป็นต้น, ถ้าเป็นตัวเมีย ใช้ว่า มฤคี. (ส.; ป. มิค).

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:31น.

20130607 ได้เวลาเปลี่ยนจอโน้ตบุ๊ค ..


เหลือกลับมาแค่เนี๊ยะ .. เอาเก็บไว้ต่างหน้า ..

หลังจากที่จอขยับติดๆ ขยับดับๆ (หมายถึงขยับก็ติด พอขยับอีกทีก็ดับ) มีเส้นขวางตามแนวนอนบนหน้าจอให้ดูเล่นอีกด้วย แต่ก็ทนใช้มาอีกเกือบครึ่งปีเพราะเครื่องต้องใช้งานไม่มีว่างเว้น หลังจากเคลียร์งานเสร็จพอจะมีช่วงว่างเลยต้องอาศัยจังหวะนี้รีบเอาไปซ่อมเสียที ต้องรีบออกจากบ้านอย่างเร็วรี่ จะได้มีเวลาให้ช่างได้ซ่อมได้เปลี่ยนกันให้เสร็จเร็วๆ


พลิกกลับ .. หันมาดูด้านหลังกันบ้าง .. / แอลจี กับ ฟิลลิปส์ เค้าเป็นคู่ซี้ตีเนียนกันอยู่นะเออ ..

จริงๆ แล้วช่างใช้เวลาเปลี่ยนไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง ไม่ต้องทิ้งเครื่องไว้ข้ามวันข้ามคืน รู้อย่างนี้เอามาซ่อมเสียตั้งนานแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยผมถอดฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ที่บ้าน แล้วเอาตัวเก่าเหลาเหย่ที่ลงวินโดว์เอ็กซ์พีเปล่าๆ ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้นเพราะผมทำโลว์เลเวล ฟอร์แมตไปตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้ว และสุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาดูต่างหน้าก็คือซากจอเก่าที่เสีย เพิ่งได้เห็นตัวจริงเสียงจริงกันก็วันนี้หลังจากที่งอแงกันอยู่ครึ่งปี  ผมก็เพิ่งจะรู้จริงๆ นะเนี่ยว่า LG กับ PHILIPS เค้าเป็นคู่ซี้ทางการค้ากันอยู่ด้วยนะเออ


ร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย .. ก่อนจะเคลื่อนกายย้ายที่พำนักไปพักผ่อนอยู่ยาวๆ ในห้องเก็บของ (หรือจะเรียกว่าห้องเก็บขยะดีน๊าาา เห็นมีแต่ของเสียๆ พังๆ ทั้งน๊านนนน .. ฮ่าๆๆๆ ..)


เอิ่มมม .. แหมๆๆ ..ผมนี่ถ่ายซะชัดเปรี๊ยะเลยเชียว .. เห็นป้ะ? (เง้ออออ .. หลุดโฟกัสไปชัดที่ด้านหลังของจอโน่นแน่ะ .. ฮ่าๆๆ ..)

ที่เขียนโพสนี้เก็บไว้ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่จะบันทึกเอาไว้ว่าได้เปลี่ยนจอโน้ตบุ๊คไปเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2556 เสียตังค์ไปแล้วสบายใจจัง .. เฮ้อ ..

คลิ๊กดูภาพทั้งหมดครับ (เผื่อใครอยากจะดู .. ฮ่าๆๆ ..)

 

เขียนโดย : Tombass
เขียนเมื่อ : วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2558 เวลา 17:25 น.