5 การจัดแสงแบบง่ายๆ .. กับไฟสตูดิโอดวงเดียว ..

Setup2_Pic1 

ไฟสตูดิโอคือหนึ่งในชุดเครื่องมือเอนกประสงค์ที่มีประโยชน์ของช่างภาพเช่นคุณ มันสามารถสร้างแสงที่มีคุณภาพได้ไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องรอแสงธรรมชาติและมันก็มีส่วนขยาย, อุปกรณ์ต่อพ่วงและเทคนิคการใช้งานอีกจำนวนมากที่ช่วยให้คุณออกแบบรูปทรงของแสงได้ตามที่ต้องการเพื่อเติมเต็มมุมมองที่สร้างสรรค์ของคุณนั่นเอง อย่างไรก็ตามทางเลือกทั้งหมดนั้นมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกสับสนและตัดสินใจลำบากในการใช้งานพวกมัน จำนวนที่มีอยู่มากมายของเครื่องมือเหล่านั้นมันก็ทำให้คุณเชื่อว่าคุณจำเป็นต้องใช้พวกมันให้ได้ประโยชน์มากกว่าขึ้นกว่าเดิม

แต่ยังเคราะห์ดีนะที่ในกรณีของไฟสตูดิโอมันมีแนวคิดที่เรียกว่า “น้อยคือมาก” ซึ่งในแบบฝึกหัดนี้ผมได้สาธิต 5 แบบของการใช้ไฟสตูดิโอดวงเดียวเพื่อสร้างผลของภาพที่ดีกับตัวแบบหลายๆ อย่าง แม้ว่าแต่ละภาพสร้างจากส่วนขยายที่กำหนดมาแล้ว แต่ว่าการจัดแสงในแบบฝึกหัดนี้นั้นจะสามารถทำงานกับส่วนขยายเกือบทั้งหมดที่คุณเลือกได้ดีเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปลี่ยนมาใช้ซอฟท์บ๊อกซ์แทนบิวตี้ดิช มันก็จะให้รูปทรงของแสงที่อ่อนนุ่มกว่าแต่คุณก็จะยังได้ผลลัพธ์ของภาพที่ดีอยู่และบางเทคนิคก็ต้องใช้รีเฟล็กเตอร์สีเงินอีกด้วย

ถ้าคุณไม่มีรีเฟล็กเตอร์ คุณก็สามารถที่จะเอากระดาษการ์ดแผ่นใหญ่ๆ ติดด้วยกระดาษฟลอยด์ หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือใช้กระจกสะท้อนเสียเลย คุณไม่จำเป็นต้องใช้หัวไฟสตูดิโอหรือไฟแฟลชก็ได้ เพราะแสงจากหน้าต่างก็ให้ผลของภาพได้เหมือนๆ กัน

นี่คือ 5 รูปแบบการจัดแสงไฟสตูดิโอด้วยไฟดวงเดียวที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การจัดแสงแบบที่ 1

Setup1_Pic1 

เทคนิคง่ายๆ คือเป้าหมายของภาพ แหล่งกำเนิดแสงคือหัวไฟสตูดิโอกับซอฟท์บ๊อกซ์ขนาดกลาง จัดวางให้ห่างจากตัวแบบประมาณ 5 ฟุต และยกให้สูงขึ้นไปประมาณ 4 ฟุตแล้วกดลงมา 45 องศา กล้องอยู่ใต้ซอฟท์บ๊อกซ์ตรงๆ (บัตเทอร์ฟลาย ไลท์ติ้ง)

Setup1_Pic2 

กึ่งกลางของซอฟท์บ๊อกซ์ให้หันไปที่ด้านซ้ายของตัวแบบ(ทางขวาของกล้อง) ให้แสงที่ออกจากขอบของแหล่งกำเนิดแสงตรงไปตกที่ตัวแบบ ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า ฟีเธอร์ริ่ง หรือการลดความเข้มของแสง มันมีประโยชน์ในการควบคุมและการปรับแสงในภาพอย่างละเอียด ช่วยสร้างแสงที่อ่อนนุ่มจากส่วนขยายที่ให้แสงแข็งอย่างเช่นจานสะท้อนแสง 110 องศา
ถ้าคุณไม่คิดจะใช้ฟีเธอร์ริ่งเทคนิคในตอนนี้ ก็ลองปรับแหล่งกำเนิดแสงของคุณหันไปที่จมูกของตัวแบบแทนดูก็ได้

การจัดแสงแบบที่ 2

Setup2_Pic1

Setup2_Pic2

เพื่อสร้างแสงแบบดราเมติกในภาพของคุณ ก็ลองให้แสงกับตัวแบบของคุณจากด้านหลังดูสิ ภาพน้องหมาของผมให้แสงไฟจากซอฟท์บ๊อกซ์ที่อยู่ 45 องศาจากด้านหลังและกล้องอยู่ด้านซ้าย ซอฟท์บ๊อกซ์จะอยู่ใกล้ๆ กับตัวแบบมากๆ แค่ให้อยู่นอกเฟรมภาพจากทางด้านซ้ายเท่านั้นก็พอ แต่เพราะน้องหมาเป็นสีดำและขาวจึงสร้างความเปรียบต่างสูงมากในภาพนี้ เงาทางซ้ายของน้องหมาด้านที่อยู่ใกล้กับกล้องจะมืดมากๆ เพื่อจะแก้ปัญหานี้ คุณควรจะต้องใช้แผ่นสะท้อนแสงมาช่วย แค่ให้มันอยู่นอกกรอบภาพทางด้านขวาก็พอและการนำมันเข้ามาใกล้ๆ จะช่วยให้คุณสร้างแสงสะท้อนเพื่อเติมแสงในเงามืดได้เป็นอย่างดี

การจัดแสงแบบที่ 3

Setup3_Pic1

นำเอาเทคนิคที่ผ่านมาทั้งสองมาใช้ร่วมกัน ภาพนี้ให้แสงจากซอฟท์บ๊อกซ์จากด้านหลังของขนมโดยอยู่ห่างออกไป 6 ฟุตและยกสูงขึ้นไป 5 ฟุต แล้วแทนที่จะหันไฟไปที่ขนมโดยตรงก็ให้หันไฟไปตรงหน้า (ไม่ต้องหันลงมาที่ขนม) เพื่อที่ซอฟท์บ๊อกซ์จะไม่ได้ให้แสงไปที่ตัวแบบโดยตรง นี่เป็นรูปแแบบของฟีเธอร์ริ่งอีกระดับเพื่อสร้างแสงอ่อนนุ่มที่สวยงาม

Setup3_Pic2

เมื่อคุณลดความเข้มของแสงด้วยวิธีนี้ ต้องระลึกเอาไว้ว่าคุณกำลังให้แสงของภาพด้วยแสงที่ฟุ้งกระจายจากไฟแฟลชของคุณ คุณจำเป็นต้องชดเชยแสงโดยการปรับ ISO, เพิ่มกำลังไฟแฟลชหรือปรับตั้งรูรับแสง
และเพื่อเติมรายละเอียดในส่วนของเงาโดยการใช้แสงแบ็คไลท์(แสงจากด้านหลัง) ลองใช้แผ่นสะท้อนแสงสีเงินของคุณดูสิ

การจัดแสงแบบที่ 4

Setup4_Pic1

Setup4_Pic2

ถ้าคุณต้องการภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงที่มากกว่าแสงจากซอฟท์บ๊อกซ์ละก็ ลองใช้บิวตี้ดิชสีเงินดูสิ ในภาพนี้แหล่งกำเนิดแสงอยู่ทางขวาเล็กน้อยจากตัวกล้องและห่างจากตัวแบบ 3 ฟุต จัดวางของด้านล่างของบิวตี้ดิชอยู่ตรงกับส่วนบนสุดของหัวของตัวแบบก็เพื่อผลของฟีเธอร์ริ่งอีกนั่นเอง และเพื่อจะเปิดรายละเอียดในส่วนของเงา บอกนางแบบของคุณให้ถือแผ่นสะท้อนแสงแล้วขยับปรับให้ชี้ไปที่คางและอย่าลืมให้มันอยู่นอกกรอบภาพด้วยล่ะ

การจัดแสงแบบที่ 5

Setup5_Pic1

ถ้าคุณอยากได้แสงอ่อนนุ่ม คุณจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของแหล่งกำเนิดแสงให้สัมพันธ์กับตัวแบบของคุณ แท้จริงแล้วทางที่จะทำได้คือการเลื่อนแหล่งกำเนิดแสงให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ตัวแบบนั่นเองหรือไม่ก็ใช้ส่วนขยายเช่นซอฟท์บ๊อกซ์ที่ใหญ่ขึ้น อีกทางหนึ่งคือคุณสามารถที่จะหันแหล่งกำเนิดแสงไปสะท้อนกับผนังหรือเพดาน เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวของมันให้เป็นแหล่งกำเนิดแสงของคุณ

Setup5_Pic2

เพื่อเลียนแบบแสงในภาพนี้ ให้ใส่ไฟแฟลชสตูดิโอของคุณกับจานสะท้อนแสงเปล่าๆ (ไม่ต้องใช้ซอฟท์บ๊อกซ์) แล้วหันมันไปยังมุมของห้อง ที่สำคัญต้องระวังเรื่องสีของผนังด้วยนะไม่เช่นนั้น แม้แต่แค่การเพี้ยนของสีขาวเพียงเล็กน้อยนั้นสามารถเป็นสาเหตุให้สีของภาพผิดเพี้ยนไปและมันจะต้องเสียเวลามากในการแก้ไขอีกด้วย แต่ถ้าคุณถ่ายภาพขาว-ดำแล้วละก็ ความเพี้ยนของสีจะไม่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย และคุณก็สามารถสะท้อนแสงของคุณจากพื้นผิวต่างๆ ตามที่คุณจินตนาการได้เต็มที่

อย่างที่เห็น คุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์มากมายเพื่อใช้สำหรับการจัดแสงในสตูดิโอ แค่ไฟดวงเดียว, ส่วนขยายอีก 1-2 อย่างและแผ่น/จานสะท้อนแสง ก็จะช่วยลบข้อจำกัดของโอกาสในการสร้างสรรค์ภาพของคุณได้แล้ว เดินหน้าต่อไปและนำข้อแนะนำนี้ไปพิจารณาถึงชุดไฟที่จำเป็นและสไตล์ของคุณ จงอย่ากลัวที่จะทดลอง เพราะที่จริงแล้วการทดลองเป็นวิธีที่จะใช้งานอุปกรณ์ของคุณได้อย่างไม่มีข้อจำกัดต่างหากล่ะ

อ่านต้นฉบับ

เกี่ยวกับผู้เขียน : จอห์น แม็คอินไทร์ เป็นช่างภาพบุคคลอาศัยอยู่ใน UK เขาศึกษาการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัย ลีดด์ เมโทรโพลิแทนท์ เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอๆ คุณสามารถรู้จักกับเขาเพิ่มเติมได้ที่อินสตาแกรมของเขา

 

แปล/เรียบเรียง : Tombass
เผยแพร่ : วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2558 เวลา 3:40 น. GMT+7 THAILAND

Flash with Museum, Is it right?

โพสนี้ .. ไม่มีรูปนะ เพราะเกรงว่าอาจจะไปกระทบกระทั่งหรือไปละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็เป็นได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตงดลงรูปในโพสนี้น่าจะดีกว่า

ไม่ได้มาเขียนเรื่องนี้เพื่อบอกว่าอย่างนี้ถูก หรืออย่างนั้นผิด เพราะนั่นน่าจะต้องเป็นจิตสำนึกในการเลือกที่จะปฏิบัติตัวอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนั้น หากเรารู้อยู่กับตัวเองว่าสิ่งนั้นควร หรือมิควรกระทำเช่นใด ก็ย่อมจะควรปฏิบัติตนโดยเคารพต่อกฎระเบียบของแต่ละสถานที่อยู่แล้ว มิใช่มัวคิดแต่ว่า “เฮ้ย .. นิดเดียวน่า หรือไม่เสียหายอะไรนี่ หรือเจ้าหน้าที่เค้าไม่เห็นหรอก หรือ … หรือ … หรือ … ฯลฯ” ลองคิดดูนะ หากคิดแบบนี้สักสิบคนร้อยคน ก็คงไม่นิดแล้วล่ะ

คนที่ถือกล้อง มิใช่ว่าจะต้องได้รับสิทธิพิเศษใดๆ หรอกนะครับ อย่าไปคิดว่า ก็เรามีเจตนาดีอยากเผยแพร่ ทำไมต้องมาห้ามกันด้วย แต่ก็แค่อยากให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึงข้อจำกัดต่างๆ เอาไว้สักนิด อย่าให้เป็นบาปบริสุทธิ์เลย ความหวังดีอาจกลายเป็นผลร้ายได้

หากเราเข้าไปในสถานที่ที่เค้ามีข้อห้ามจำกัดชัดเจน แล้วเราเองนั้นก็เป็นคนที่มีจิตสำนึกที่ดี มีหัวใจรักในศิลปะ วัฒนธรรมและหวงแหนรักษาทรัพย์สมบัติอันทรงคุณค่าเหล่านั้น เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ต่อไปได้ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

แม้เราจะไม่ได้ภาพงามๆ มุมมองระดับเทพ แสงสว่างชัดเจน สวยจนเห็นทุกรายละเอียด แต่ยังรักษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี ให้ลูกหลานของเรามีที่ให้ได้เรียนรู้ต่อไป มันคงไม่น่าจะสียหายอะไรนักหรอกนะ หากอยากได้ภาพที่ชัดเจนหน่วยงานนั้นๆ ก็น่าจะมีการจัดเก็บไว้แล้วอย่างเป็นระบบ หากมีความประสงค์จะใช้งานภาพเหล่านั้น ก็น่าที่จะติดต่อโดยตรงจะดีกว่า

ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะมาจุดประกายความคิดแล้วมาเปิดประเด็นให้เถียงกันหรอกนะ ก็เพราะมีเรื่องอยากมาเล่าสู่กันฟัง ก็ได้ไปพบเจอกับหลายๆ คน หลากพฤติกรรม การกระทำมันส่อให้เห็นถึงระเบียบวินัยในตัวเอง การซื่อสัตย์ต่อตัวเองที่ต้องเคารพต่อกฎระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติของสถานที่นั้นๆ วินัยคน .. สะท้อนวินัยชาติ

บางคนก็ดีแสนดี รู้ว่าผิดพลาดก็รีบแก้ไขโดยทันที บางคนหันไปบอกก็เข้าใจ เลิกกระทำและหันมาปฏิบัติตามกฎ แต่บางคนก็เลือกที่จะทำไม่สนใจกับป้ายเตือนหรือคำบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่ ยังคงกระทำผิดกฎระเบียบไปโดยหน้าชื่นตาบาน ประหนึ่งว่าเป็นดั่งความภูมิใจของตระกูลทีเดียวเชียวหรีอนั่น เฮ้อ .. นี่คือ เรื่องจริงที่ผมได้พบเจอมา ..

สำหรับอีกขั้วหนึ่งที่เห็นต่าง ขอให้ผ่านเลยโพสนี้ไปซะ จะได้ไม่ต้องขุ่นข้องหมองใจกัน

โปรยหัวมาซะยาวเลยเรา มาเริ่มเรื่องกันดีกว่า เรื่องมันก็มีอยู่ว่า .. กาลครั้งหนึ่ง เมื่อวานนี้ ..

เมื่อวานนี้ .. วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ.2554 ชาวจีนจะรู้กันว่าเป็นวันเช็งเม้ง ต้องกลับไปไหว้บรรพบุรุษกัน ที่บ้านผมเองก็มีเชื้อจีนอยู่บ้างล่ะ ก็เดินทางไปไหว้บรรพบุรุษกับเค้าด้วย ไปกันแต่เช้าเพราะไหว้กันตั้งแต่ 9 โมง ถึงดำเนินสะดวกก็เกือบจะได้เวลาไหว้อยู่แล้ว แต่ก็ทันนะไม่ช้าไม่สาย เสร็จเรื่องก็ราวๆ 10 โมงกว่า ต้องมีการไปแวะเวียนตามบ้านญาติๆ เพื่อสนทนาแบบฉบับบ้านสวนพร้อมทั้งกินมื้อกลางวันร่วมกันตามประสาพี่ๆ น้อง ลูกๆ หลานๆ แบบว่าปีนึงก็จะได้เจอกันไม่กี่ครั้งเนื่องจากภาระหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละครอบครัว

จากดำเนินฯ วิ่งออกเพชรเกษม ผ่านบางแพ ก็จะพบเจอกับอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (Siam Cultural Park) อยู่ทางด้านซ้ายมือ ผมเองก็แวะพาครอบครัวเข้าไปเที่ยวและหัดถ่ายรูปเล่นกัน ซึ่งในบริเวณอุทยานอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ผมกับลูกก็สนุกสนานกันน่ะสิงานนี้

แต่พอเข้าสู่พื้นที่อันเป็นอาคารแสดงโชว์ตัวหุ่นขี้ผึ้ง ตรงนั้นเรียกว่า หออัครศิลปิน (Hall Of Fame) ผมก็บอกลูกชายว่า เอาล่ะเข้าสู่บริเวณจัดแสดงแล้วให้ปิดแฟลชเสียก่อน โดยที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าที่นี่เค้าห้ามหรือไม่? แต่โดยทั่วไปใน Museum เค้าก็ห้ามอยู่แล้ว ก็เดินกัน 2 คนพ่อลูกถ่ายรูปอะไรต่ออะไรไปเรื่อย ผมถ่ายรูปอยู่ก็จะเรียกบอกลูกไปด้วยว่า อย่าเปิดแฟลชนะครับลูก พร้อมทั้งเสียงรับคำจากเด็กอายุ 8 ขวบดังอยู่เป็นระยะ ทั้งเป็นการคอยเช็คดูด้วยว่าลูกผมยังอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า?

พลันก็เห็นเพื่อนช่างภาพคนนึงคงได้ยินเสียงผมบอกลูก เค้าก็เก็บ External Flash ของเค้าเข้ากระเป๋า แล้วเค้าก็เดินถ่ายรูปต่อโดยไม่ใช้แฟลชอีกเลย ผมเห็นเพราะเราเดินตามๆ กัน ถ่ายรูปกันไปทีละห้องเหมือนกัน ต้องขอบคุณที่ช่วยกันรักษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผมรู้สึกชื่นชมช่างภาพท่านนั้นอย่างยิ่ง ทำผิดพลาดแล้วรีบแก้ไขโดยพลันนั่นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องครับ

เดินต่อมาถึงอีกห้องหนึ่งผมก็กำลังถ่ายรูปอยู่ พลันก็มีแสงแฟลชแว๊บขึ้นมาจากด้านหลังของผม ก็เลยหันไปบอกว่า No Flash นะครับ ชายหญิงสองคนก็กล่าวคำขอโทษ แล้วก็ไม่เห็นเค้าทั้งสองใช้แฟลชถ่ายรูปด้านในอีกเช่นกัน ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นปลื้มกับคุณทั้งสองคนมาก ที่เข้าใจนั่นแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีงามและทัศนคติที่ดีต่อสังคม ไม่มีการโวยวายอารมณ์เสียใดๆ ทั้งสิ้น หากเป็นคนที่ไม่เข้าใจ ผมอาจจะตกที่นั่งลำบากแล้วก็เป็นได้ ผมชื่นชมการกระทำของคุณนะครับ

ถัดมา พอออกจากหออัครศิลปิน เดินมาตามทางด้านนอกเพื่อเข้าไปสู่ถ้ำพระเวชสันดรขาดก ก็พบเจออีกหนึ่งคู่ที่ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง ทั้งการใช้แฟลช การยืนเกาะคอพิงหุ่นแล้วทำน่ารัก แบบว่าขอโทษนะครับ ป้ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ “ห้ามจับ หรือ Don’t Touch” ก็เห็นอยู่ทนโท่  ไม่อยากเชื่อว่าอ่านหนังสือไม่ออกนะ แต่การให้ความร่วมมือปฏิบัติตามป้ายนี่มันจะสร้างความลำบากและอึดอัดใจให้ท่านมากมายถึงขั้นที่จะทำตามป้ายไม่ได้เลยเชียวหรือ?

หากท่านที่กล่าวมาทั้งสามท่านนั้น ได้มาอ่านโพสนี้ที่บล็อคของผม ก็ต้องขอขอบคุณและแสดงความนับถือและชื่นชมอย่างจริงใจ ที่เป็นส่วนเล็กๆ ในสังคมที่พร้อมร่วมแรงร่วมใจ สร้างวินัยให้กับสังคม แม้วันนี้อาจจะยังไม่เห็นผล แต่การที่เราเริ่มทำจากตัวเราเอง แล้วค่อยๆ ปลูกฝังความคิดดีๆ แบบนี้ไปสู่คนรอบข้างของเรา และส่งต่อความคิดนี้ต่อไปให้ขยายสู่วงกว้าง ไม่ช้านานวินัยในสังคมคงจะมีมากขึ้น สังคมน่าจะดีขึ้นไปอีกในรุ่นต่อๆ ไป หากแต่สองท่านสุดท้ายนั่นก็คงแล้วแต่วิจารณญาณของท่านจะดีกว่า ผมเองคงได้แต่ขอความร่วมมือ มิอาจไปตัดสินเรื่องผิดหรือถูกได้ ได้เพียงหวังว่าสักวันท่านคงได้เข้าใจและหันมาให้ความร่วมมือกันในอนาคต

ผมขอกล่าวโดยรวมในแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ มิใช่ถือเอาระเบียบข้อกำหนดเฉพาะของที่นี่ ขอกล่าวถึง Museum โดยรวมทั่วไปเป็น Main นะครับ ให้รู้ไว้ว่า เรากำลังคุยกันในเรื่องของแนวคิดส่วนรวม มิใช่ข้อพูดถึงข้อปฏิบัติเฉพาะของที่นี่ โปรดเข้าใจให้ตรงกันไว้ด้วย เดี๋ยวจะมีพวกมาบอกว่า “ที่นี่กรูเคยไป เค้าไม่ห้ามนี่หว่า เมิงเจือกเดือดร้อนไปเองแล้วมาด่าชาวบ้านเค้าอีก” กลายเป็นมาว่าผมซะอย่างนั้น

กฎระเบียบ มีไว้เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม จะเพียงเพื่ออะไรก็ตาม หากแต่เรายอมรับที่จะปฏิบัติตามกฎแล้ว ไม่น่าจะต้องมาสร้างข้อต่อรองในภายหลังที่จะขออยู่เหนือกฎระเบียบดังกล่าว หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะกล่าวอ้างเหตุผลที่แสนดีเพียงใด ก็รู้เอาไว้ว่าไม่มีใครชื่นชมการกระทำของคุณหรอก หากเพียงแต่ปฏิบัติตามกฎแล้ว ทุกคนจะยินดีที่ได้คุณมาอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งนี้ต่อไป

หวังว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนะครับ ใครที่ยังหลงไปกับความคิดที่ผิดพลาด เรารอให้คุณกลับมาอยู่นะ

 

เขียนเมื่อ : วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ.2554 เวลา 15:50 น. GMT+7 THAILAND
ผู้เขียน : April Guy